Thai package Tour ท่องเที่ยวเนปาล  
 
 
ข้อมูล การท่องเที่ยว ถามตอบปัญหาต่างๆ
Journal
Login

จำนวนข้อความที่ส่งมา 58 จำนวนหน้าทั้งหมด 6 หน้า | กำลังแสดงอยู่ที่หน้า 2

ข้อมูลประเทศมองโกเลีย


แผนที่
มองโกเลีย
Mongolia


[ Print ]
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อทางการ มองโกเลีย (Mongolia)
รูปแบบการปกครอง เสรีประชาธิปไตย (Parliamentary Republic) โดยเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบบสังคมนิยมเมื่อปี 2533
พื้นที่1,566,500 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าประเทศไทย 3 เท่า)
การแบ่งเขตการปกครอง แบ่งออกเป็น 21 จังหวัด (aimags) และเมืองหลวง
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ภูเขา และทุ่งหญ้า ไม่มีอาณาเขตติดทะเล
เมืองหลวง อูลันบาตอร์ (Ulaanbaatar) ประชากร 2,832,224 คน (2549)
วันประกาศเอกราช (จากจีน) 13 มีนาคม 2464 (ค.ศ. 1921)
วันชาติ 11 กรกฎาคม
ภาษา มองโกล (Mongol Khalkha)
ประมุข นายนัมบาริน อิ๊งค์บายาร์ (Nambaryn Enkhbayar) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2548
หัวหน้ารัฐบาล นายมิเยกอมโบ อิ๊งค์โบลด์ (Miyegombo Enkhbold) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2549
รัฐมนตรีต่างประเทศ นายนายนยัมอา อิ๊งค์โบลด์ (Nyamaa Enkhbold) ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2549
ธงชาติใช้ครั้งแรกเมื่อปี 2483 สีแดง หมายถึง ความก้าวหน้า สีฟ้า หมายถึง ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ เครื่องหมายสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ “Soyombo” หมายถึง ศาสนา


การเมืองการปกครอง
นโยบายรัฐบาล

1 ด้านการเมือง
•นับตั้งแต่ประกาศเอกราชจากจีนเมื่อปี 2464 และประกาศสถาปนา “สาธารณรัฐ ประชาชนมองโกเลีย” เมื่อปี 2467 (เป็นคอมมิวนิสต์ลำดับที่สองของโลกต่อจากสหภาพโซเวียต) จนถึงช่วงสงครามเย็น มองโกเลียได้ดำเนินนโยบายเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียต ทำให้สหภาพ โซเวียตมีอิทธิพลครอบงำมองโกเลียในทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
•การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและระบบคอมมิวนิสต์ได้ก่อให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในมองโกเลีย มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองการปกครองไปสู่ระบบเสรีประชาธิปไตย ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2533 โดยให้ประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นประมุขประเทศ มีวาระ 4 ปี ให้ประชาชนมีสิทธิจัดตั้งพรรคการเมืองต่าง ๆ โดยได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2533
• มองโกเลียมีระบบสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎร (State Great Hural – SGH) มีสมาชิกจำนวน 76 คน มีวาระ 4 ปี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมองโกเลียครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2547 ผลการเลือกตั้งปรากฎว่า พรรคปฏิวัติแห่งประชาชนมองโกเลีย (Mongolian People’s Revolutionary Party – MPRP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเดิมได้ 36 ที่นั่ง (ลดลงจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2543 ที่ได้รับเลือกตั้ง 72 ที่นั่ง จากทั้งหมด 76 ที่นั่ง) และพรรคผสมประชาธิปไตย (Motherland Democratic Coalition – MDC) ได้ 34 ที่นั่ง พรรคอิสระได้ 3 ที่นั่ง และพรรค Mongolian Republican Party ได้ 1 ที่นั่งต่อมา สภา SGH ได้มีมติแต่งตั้งให้นายซักเคีย แอลเบดอร์จ (Tsakhia Elbegdorj) จากพรรคผสมประชาธิปไตย ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2547 และนาย Tsendiin Nyamdorj ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2547
• เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2548 มองโกเลียได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีมองโกเลีย ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นายนัมบาริน อิ๊งค์บายาร์ (Nambar Enkhbayar) ผู้สมัครจากพรรค MPRP และอดีตนายกรัฐมนตรี (ระหว่างปี 2543-2547) ได้รับการเลือกตั้งตามความคาดหมาย ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 53.46 ตามด้วยผู้สมัครจากพรรค Democratic Party ซึ่งได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 19.76 และตามด้วยผู้สมัครจากพรรค Republican Party Motherland Party ตามลำดับ
• เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2549 สภา SGH ได้ลงคะแนนเสียงล้มรัฐบาลมองโกเลีย หลังจากรัฐมนตรีซึ่งสังกัดพรรค MPRP จำนวน 10 คน ได้ลาออกจากรัฐบาลผสมภายใต้การนำของนายซักเคีย แอลเบดอร์จ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2549 โดยอ้างเหตุผลเศรษฐกิจตกต่ำ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการทุจริตในรัฐบาล ต่อมา สภา SGH ได้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดล่าสุด โดยมีนายมิเยกอมโบ อิ๊งค์โบลด์ (Nambaryn Enkhbayar) เป็นนายกรัฐมนตรี และนัมบาริน อิ๊งค์บายาร์ (Nambaryn Enkhbayar)
• นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการของรัฐบาลมองโกเลียประจำปี 2547-2551 (Plan of Action of Government of Mongolia 2004-2008) ที่รัฐบาลชุดก่อนได้วางไว้ ดังนี้
(1) ยกระดับการบริการสาธารณะ และการปรับปรุงระบบราชการ
(2) คงไว้ซึ่งการเติบโตด้านเศรษฐกิจ โดยสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน การเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ทั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อลดช่องว่างในพัฒนาระหว่างเมืองและชนบท
(3) พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณี
2 ด้านเศรษฐกิจ
•เนื่องจากมองโกเลียอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียตมาตั้งแต่ปี 2467 จึงทำให้สหภาพโซเวียตเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 2534 ทำให้ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศลดลง และส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในมองโกเลีย วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่มองโกเลียกำลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสังคมนิยมมาสู่ระบบตลาดเสรี มองโกเลียจึงเร่งเปิดประตูสู่นานาชาติมากขึ้น
•รัฐบาลมองโกเลียภายใต้การนำของนายมิเกกอมโบ อิ๊งค์โบดลด์ เน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาความยากจน และยังคงดำเนินนโยบายเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและการลงทุน (นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนได้ 100%) เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการบริการ
3 ด้านการต่างประเทศ
• ด้วยข้อจำกัดด้านภูมิรัฐศาสตร์ของมองโกเลียที่ถูกล้อมรอบด้วยประเทศเพื่อนบ้านขนาดใหญ่ 2 ประเทศ คือ จีน และรัสเซีย และเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล ทำให้มองโกเลียต้องพยายามรักษาสมดุลในการดำเนินความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซีย แม้ว่าในอดีตมองโกเลียจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและพึ่งพาสหภาพโซเวียตมาโดยตลอด แต่เมื่อรัสเซียประสบปัญหาทางเศรษฐกิจภายในประเทศ มองโกเลียจึงจำเป็นต้องรักษาและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับจีน ซึ่งขณะนี้เป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของมองโกเลีย
• นอกจากจีนและรัสเซียแล้ว มองโกเลียได้พยายามส่งเสริมความสัมพันธ์และ การติดต่อกับประเทศอื่น ๆ ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อประโยชน์ด้านการเมืองและเศรษฐกิจโดยเฉพาะเพื่อการขอรับความช่วยเหลือจากภายนอก สรุปได้ ดังนี้
(1)พัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งในตะวันตกและตะวันออก อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และ สหภาพยุโรป โดยมุ่งเน้นที่จะขยายโอกาสด้านการค้ากับประเทศเหล่านี้ รวมทั้งมุ่งหวังให้มีการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศดังกล่าวในโอกาสที่เหมาะสม
(2)เสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศ เช่น อินเดีย ไทย สิงคโปร์ ตุรกี เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ออสเตรีย สวีเดน และ สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อให้ประเทศเหล่านี้มีความสนใจในด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ของมองโกเลียมากขึ้น
(3)พยายามขยายตลาดการค้าและแสวงหาสถานะ Most Favoured Nations (MFN) กับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ
(4)เสริมสร้างสถานะของมองโกเลียในเวทีการเมือง/เศรษฐกิจระหว่างประเทศให้เข้มแข็งขึ้นโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและเอเชียกลาง ในการนี้ มองโกเลียมีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) (โดยอาจเริ่มจากการเข้าร่วมการประชุมระดับคณะทำงานของ APEC) และเข้าร่วมการประชุม East Asia Summit
(5)สนับสนุนความร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ และองค์การด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศต่างๆ อาทิ IMF World Bank และ ADB
(6)พัฒนาและสานต่อความสัมพันธ์กับประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชและประเทศที่เคยอยู่ในกลุ่มสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกและเอเชียกลางและประเทศที่เป็นอดีตสหภาพโซเวียต อาทิ โปแลนด์ ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก คาซัคสถาน ยูเครน เบลารุส และ อุซเบกิสถาน
(7)พัฒนาความสัมพันธ์และร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนาในการนำไปสู่จุดมุ่งหมายร่วมกันในการพัฒนาประเทศ โดยส่งเสริมความสัมพันธ์ทั้งในกรอบทวิภาคี และส่งเสริม ความร่วมมือพหุภาคีในองค์การระหว่างประเทศและกรอบความร่วมมือในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งมองโกเลียเป็นสมาชิก ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ กลุ่ม G-77 NAM ACD ASEM และ ARF

สถานการณ์สำคัญ

1 ด้านการเมือง
• การเมืองในมองโกเลียโดยทั่วไปมีเสถียรภาพ โดยนับตั้งแต่การล่มสลายของ ระบอบคอมมิวนิสต์ มองโกเลียได้เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบเสรีประชาธิปไตยในปี 2533อย่างสันติ ได้จัดให้มีการเลือกตั้งอย่างอิสระและยุติธรรมหลายครั้ง การเปลี่ยนรัฐบาลแต่ละสมัยดำเนินไปอย่างราบรื่น รัฐบาลมีทัศนคติเปิดกว้างและให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายในระดับสูง ซึ่งนับเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่เพิ่งปรับเปลี่ยนระบอบการปกครองทั้งหลาย
• เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2548 มองโกเลียได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีมองโกเลีย ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นาย Nambar Enkhbayar ผู้สมัครจากพรรค MPRP และอดีตนายกรัฐมนตรี (ระหว่างปี 2543-2547) ได้รับการเลือกตั้งตามความคาดหมาย ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 53.46 ตามด้วยผู้สมัครจากพรรค Democratic Party ซึ่งได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 19.76 และตามด้วยผู้สมัครจากพรรค Republican Party Motherland Party ตามลำดับ นาย Nambar Enkhbayar จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากนาย Natsagiin Bagabandi (จาก MPRP) ซึ่งเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์
มองโกเลียที่ได้รับแต่งตั้งประธานาธิบดีถึงสองสมัยติดต่อกัน

2 ด้านเศรษฐกิจ
•สภาวะทางเศรษฐกิจของมองโกเลียในช่วงแรกที่เริ่มปรับเปลี่ยนสู่ระบบตลาดเสรีมีความผันผวนอย่างมาก และได้เริ่มปรับตัว มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา โดยในปี 2548 มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 5.5 และอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 11 (ที่มา: Mongolia Annual Economic Development Report/ADB Forecast และ CIA : The World Factbook)
•ปัจจุบัน มองโกเลียถือได้ว่าเป็น new market economy ซึ่งเปิดให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนได้ 100% ในด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน คมนาคม โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เนื่องจากมองโกเลียอุดมไปด้วยแร่ธาตุ ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ ทองแดง ถ่านหิน โมลิบดีนั่ม ดีบุก ทังสเตน และทองคำ โดยเฉพาะถ่านหิน ทองคำ และทองแดง เป็นรายได้หลักสำคัญของมองโกเลียในปัจจุบัน
•ประชากรชาวมองโกเลียประมาณ 47% อยู่ในภาคเกษตรกรรม และมีหมู่บ้านจำนวน 329 หมู่บ้านที่มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ โดยมองโกเลียมีจำนวนสัตว์เลี้ยงประมาณ 28 ล้านตัว แต่สามารถผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคใช้ภายในประเทศเพียง 30% และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ 70% ดังนั้น รัฐบาล มองโกเลียจึงกำหนดให้การพัฒนาเกษตรกรรมเป็นความสำคัญเร่งด่วนและกำหนดแผนในการพัฒนาการเกษตร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาด้านปศุสัตว์ให้ทันสมัย และกำหนดให้ปี ค.ศ. 2010 สามารถผลิตพืชผักเพื่อการบริโภคภายในประเทศอย่างเพียงพอ
•คู่ค้าที่สำคัญของมองโกเลียคือ จีน และรัสเซีย โดยจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของมองโกเลีย สินค้าส่งออกที่สำคัญ เช่น ทองแดง เสื้อผ้า ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ แคชเมียร์ ขนแกะ และรัสเซียเป็นตลาดนำเข้าอันดับ 1 สินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น เครื่องจักรและอุปกรณ์ น้ำมัน รถยนต์ ผลิตภัณฑ์อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ก่อสร้าง เป็นต้น

3 ด้านการต่างประเทศ
•มองโกเลียได้พยายามเข้าไปมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้กรอบความร่วมมือต่าง ๆ มากขึ้น ที่สำคัญ ได้แก่
(1)นาย Natsagiin Bagabandi อดีตประธานาธิบดีมองโกเลียได้เดินทางเยือน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19-23 มกราคม 2548 และเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23-25 มกราคม 2548 (ในโอกาสดังกล่าวได้ทาบทามเยือนประเทศไทยด้วยแต่เนื่องจากฝ่ายไทยอยู่ในช่วงเตรียมการเลือกตั้งจึงไม่สามารถรับการเยือนได้) และเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกา ระหว่างวันที่ 21-23 เมษายน 2548 ณ กรุงจาการ์ตา
(2)มองโกเลียได้เข้าเป็นสมาชิก ACD เมื่อปี 2547 และได้เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2548 ที่กรุงอิสลามาบัดเป็นครั้งแรก โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมองโกเลียได้แสดงความสนใจที่มองโกเลียจะเข้าร่วมกิจกรรมในสาขาการแก้ไขปัญหาความยากจน การเกษตร การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งได้ตอบรับข้อเสนอของไทยในเรื่องการจัดประชุม ACD Summit และการจัดตั้งศูนย์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นอย่างดี
(4)มองโกเลียได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรี ARF ครั้งที่ 5 ที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อปี 2541 เป็นครั้งแรก และได้มีบทบาทใน ARF อย่างแข็งขัน และเมื่อวันที่ 6-8 เมษายน 2548 ได้ส่ง ผู้แทนเข้าร่วมการประชุม ARF Inter-Sessional Meeting on Counter Terrorism and Transnational Crime ครั้งที่ 3 ที่กรุงเทพฯ ล่าสุด มองโกเลียเป็นเจ้าภาพจัด Track II Workshop on Changes in the Security Perceptions and Military Doctrines เมื่อวันที่ 21-22 มิถุนายน 2548 ที่กรุงอูลันบาตอร์
(5) มองโกเลียได้เข้าเป็นสมาชิกการประชุมเอเชีย-ยุโรป (ASEM) ฝ่ายเอเชีย โดยที่ประชุม ASEM ครั้งที่ 6 (10-11 ก.ย.49) ที่ประเทศฟินแลนด์ มีมติรับมองโกเลียเป็นสมาชิก
(6) มองโกเลียได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation – APEC) และยังคาดหวังที่จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) ด้วย
เศรษฐกิจการค้า
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจ เสรีการตลาด (ปฏิรูปจากระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม เมื่อปี 2533)
หน่วยเงินตรา Tugrik (ตูริก)
อัตราแลกเปลี่ยน 1,187 ตูริก ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2549)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(GDP) 6,010 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2548)
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 5.5 (2548)
รายได้ต่อหัว/ปี 603 ดอลลาร์สหรัฐ (2548)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 11 (2548)
มูลค่าการส่งออก 852 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2547)
มูลค่าการนำเข้า 1,011 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2547)
สินค้าส่งออกที่สำคัญ แร่โมลิบดีนัม ทองแดง ขนสัตว์ เครื่องหนัง พรมขนสัตว์ เนื้อสัตว์ ไม้ท่อน (แร่โมลิบดีนัม และทองแดงเป็นสินค้าออกที่สำคัญมีมูลค่าครึ่งหนึ่งของสินค้าออกทั้งหมด)
สินค้านำเข้าที่สำคัญ น้ำมัน โลหะ เครื่องจักรกล วัสดุก่อสร้าง ยานพาหนะ อาหาร(น้ำมันเป็นสินค้านำเข้าที่สำคัญมีประมาณครึ่งหนึ่งของสินค้านำเข้าทั้งหมด)
ประเทศคู่ค้าส่งออกที่สำคัญ 1. จีน (ร้อยละ 42) 2. สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 31.6) 3. รัสเซีย (ร้อยละ 9) 4. เกาหลีใต้ (ร้อยละ 4.3) 5. ญี่ปุ่น (ร้อยละ1.2)
ประเทศคู่ค้านำเข้าที่สำคัญ 1. รัสเซีย (ร้อยละ 34.4) 2.จีน (ร้อยละ 24.3) 3. ญี่ปุ่น (ร้อยละ 6.2) 4. เยอรมนี (ร้อยละ 4.4) 5. สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 3.4)
ตลาดหุ้น Mongolian Stock Exchange
การลงทุนจากต่างประเทศ ช่วงปี 2533-2545 มีนักลงทุนจาก 72 ประเทศเข้ามาลงทุนในมองโกเลีย จำนวน 2,399 ราย มูลค่าการลงทุนรวม 660.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศที่เข้าไปลงทุนมากที่สุด ได้แก่ จีน รัสเซีย และเกาหลีใต้ สาขาการลงทุนที่รัฐบาลมองโกเลียให้การส่งเสริม ได้แก่ โครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน อุตสาหกรรมการสำรวจและแปรรูปแร่ธาตุ การท่องเที่ยว และการโรงแรม
สังคม
ประชากร 2,832,224 คน ประกอบด้วย 17 เผ่าพันธุ์ ได้แก่ มองโกล ร้อยละ 94.9 (ส่วนใหญ่เป็นพวก Khalkha) คาซัค ร้อยละ 5 รัสเซียและจีน ร้อยละ0.1
ศาสนา พุทธนิกายลามะ
อัตราการเพิ่มประชากร ร้อยละ 1.46 (ปี 2549)
อัตราการรู้หนังสือ ร้อยละ 97.8
อัตราการว่างงาน ร้อยละ 6.7 (2548)

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
วันสถาปนาความสัมพันธ์กับไทย วันที่ 5 มีนาคม 2517
เอกอัครราชทูตไทยประจำมองโกเลีย นายรัฐกิจ มานะทัต (ถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง)
เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำไทย นายไยชิล บัทซูริ (Yaichil Batsuuri) รับตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2548 เป็นเอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทยคนที่ 6
สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ องค์การสหประชาชาติ องค์การการค้าโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) กลุ่ม 77
ASEAN Regional Forum (ARF)Asia Cooperation Dialogue (ACD) Asia-Europe Meeting (ASEM) ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)Organisation for Security and Cooperation in Europe(OSCE)
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมองโกเลีย
ความสัมพันธ์กับประเทศไทยและสถานะล่าสุดของความร่วมมือ

1 ยุทธศาสตร์ของไทยต่อมองโกเลีย
•สนับสนุนให้มองโกเลียมีบทบาทอย่างแข็งขันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อเป็นพันธมิตรกับไทยในเวทีระหว่างประเทศต่างๆ
•ให้ความช่วยเหลือแก่มองโกเลียในสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญและมีความพร้อม โดยเฉพาะในสาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

2 ความสัมพันธ์ทั่วไป
•ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับมองโกเลียเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2517 โดยกำหนดให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง มีเขตอาณาครอบคลุมมองโกเลีย และแต่งตั้งให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงอูลันบาตอร์อีกตำแหน่งหนึ่งสำหรับฝ่ายมองโกเลียในช่วงแรกได้แต่งตั้งให้เอกอัครราชทูตมองโกเลีย ณ เวียงจันทน์ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทยอีกตำแหน่งหนึ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 มองโกเลียได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยขึ้น มีนายลูฟซันดอร์จ บายาร์ท (Luvsandorj Bayart) เป็นเอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทยคนแรก
•ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมองโกเลียโดยทั่วไปดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่การ ติดต่อระหว่างกันมีน้อย เนื่องจากมองโกเลียเป็นประเทศห่างไกลและอยู่ภายใต้อิทธิพลของอดีตสหภาพโซเวียตมาเป็นเวลานาน เมื่อมองโกเลียได้ปรับเปลี่ยนระบบการเมืองและเศรษฐกิจภายในประเทศไปสู่ระบบเสรีประชาธิปไตยในปี 2533 การติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างไทยและมองโกเลียจึงมีเพิ่มมากขึ้นและได้มีการเยือนระหว่างกันที่สำคัญ ได้แก่ การเสด็จฯ เยือนมองโกเลียของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 6-12 ตุลาคม 2535 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดีมองโกเลีย และการเดินทางเยือนไทยของประธานาธิบดี Punsalmaagiin Ochirbat (นายพูซาลมากิน ออเชอรบัต) อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 25-28 กุมภาพันธ์ 2537 ล่าสุด นาย Tsakhia Elbegdorj (ซักเคีย แอลเบดอร์จ) นายกรัฐมนตรีมองโกเลียเยือนไทยอย่างเป็นทางการในลักษณะ Working Visit ระหว่างวันที่ 30 เมษายน- 3 พฤษภาคม 2548 และล่าสุด ดร.กันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เยือนมองโกเลียระหว่างวันที่ 17-20 สิงหาคม 2549

3 ด้านการเมืองและความมั่นคง
•ที่ผ่านมามีความร่วมมือกันไม่มากนักแต่ได้เริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อมองโกเลีย ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในการฝึกคอบร้าโกลด์เมื่อปี 2545 และในการฝึกครั้งล่าสุดซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-27 พฤษภาคม 2547 มองโกเลียได้เข้าร่วมการฝึกด้วย (เฉพาะด้านปัญหาที่บังคับการ)

4 ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
•การค้าระหว่างไทยกับมองโกเลียมีปริมาณน้อยโดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับมองโกเลียมาโดยตลอด ในระยะ 4 ปี ที่ผ่านมา ไทยได้ดุลการค้าเฉลี่ย 0.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2548 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่ารวม 0.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งสินค้าออกไปมองโกเลียมูลค่า 0.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้ามูลค่า 0.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่ไทยส่งออกไปมองโกเลีย ที่สำคัญได้แก่ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องสำอาง สบู่ ผลิตภัณฑ์รักษาผิว ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล สินค้าที่ไทยนำเข้าจากมองโกเลียที่สำคัญ ได้แก่ เสื้อผ้า รองเท้า แร่ดิบ อัญมณี เหล็ก ไม้ซุงและไม้แปรรูป
• ในปี 2549 (ม.ค.-มิ.ย.) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่ารวม 0.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งสินค้าออกไปมองโกเลียมูลค่า 0.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้ามูลค่า 0.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่ไทยส่งออกไปมองโกเลียที่สำคัญได้แก่ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องสำอาง สบู่ ผลิตภัณฑ์รักษาผิว ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล สินค้าที่ไทยนำเข้าจากมองโกเลียที่สำคัญ ได้แก่ เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ เครื่องดนตรี ของเล่น เครื่องกีฬาและเครื่องเล่นเกม แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน
• อุปสรรคของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า/การลงทุนไทย-มองโกเลีย ที่สำคัญ ได้แก่ (1) มองโกเลียเป็นตลาดขนาดเล็ก มีอำนาจซื้อต่ำ (2) ข้อจำกัดด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ของมองโกเลียที่ไม่มีทางออกทางทะเล และอยู่ห่างไกลจากประเทศไทย (3) ข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจ การค้าและการตลาดของมองโกเลียมีจำกัด การติดต่อสื่อสารไม่สะดวก
• แม้ว่าในปัจจุบันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับมองโกเลียจะยังไม่ใกล้ชิดกันมากนัก แต่มองโกเลียมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นแหล่งทรัพยากรเพื่อการผลิตสำหรับไทย โดยขณะนี้ยังไม่มีนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในมองโกเลีย
•ในการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีมองโกเลีย ในโอกาสการ
เยือนไทยของนายกรัฐมนตรีมองโกเลียระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2548 สองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนให้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น และเห็นว่า สาขาที่มีศักยภาพได้แก่ การท่องเที่ยว เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านดาวเทียม เหมืองแร่ เครื่องนุ่งห่ม (ที่ทำจากขนสัตว์แคชเมียร์) อาหารแปรรูป โดยจะจัดให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนของคณะนักธุรกิจเพื่อแสวงหาลู่ทางขยายความร่วมมือ นอกจากนี้ สองฝ่ายยังเห็นพ้องให้เร่งรัดจัดทำความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน และความตกลงเพื่อการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ เพื่อประโยชน์สำหรับการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน

5 ความร่วมมือด้านวิชาการ
•รัฐบาลไทยเริ่มให้ความร่วมมือทางวิชาการแก่มองโกเลียตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา โดยรูปแบบการให้ความร่วมมือทางวิชาการจะเป็นการให้ทุนฝึกอบรม/ดูงานระยะสั้น ในประเทศไทยในสาขาที่ไทยมีความชำนาญและมีประสบการณ์ และสอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของมองโกเลีย อาทิ การสาธารณสุข การศึกษา การเกษตรการท่องเที่ยว การเงินและการคลัง ซึ่งในแต่ละปี รัฐบาลมองโกเลียจะส่งคำขอรับความร่วมมือทางวิชาการในสาขาต่างๆ ให้ฝ่ายไทยพิจารณา
•ตั้งแต่ปี 2536-2547 ไทยให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่มองโกเลียรวมมูลค่า 45.31 ล้านบาท และในปี 2548 ได้ให้ความช่วยเหลือมูลค่า 0.69 ล้านบาท
•ในระหว่างการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีมองโกเลียระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2548 ฝ่ายไทยแสดงความยินดีให้ความช่วยเหลือมองโกเลียด้านการฝึกอบรมบุคลากรในสาขาการจัดการการท่องเที่ยวและตำรวจท่องเที่ยว ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวโยธา รวมทั้งพัฒนาระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม

6 ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
• เมื่อปี 2534 มองโกเลียประสบภัยจากพายุหิมะทำให้เกิดปัญหาทุพภิกขภัยในปี 2535 รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารโดยได้บริจาคข้าวสารในวงเงิน 2 ล้านบาท ให้แก่มองโกเลีย (จำนวนประมาณ 230 ตัน) โดยนายกรัฐมนตรี (นายชวน หลีกภัย) ได้ทำพิธีมอบความ ช่วยเหลือระหว่างการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีพูซาลมากิน ออเชอรบัต (Punsalmaagiin Ochirbat) ระหว่างวันที่ 25-28 กุมภาพันธ์ 2537
• เมื่อเดือนตุลาคม 2542 มองโกเลียประสบปัญหาความแห้งแล้งในฤดูร้อน และ ต่อมาในฤดูหนาวก็ประสบความหนาวเย็นผิดปกติเป็นเวลาติดต่อกันหลายเดือน สร้างความเสียหายแก่ปศุสัตว์และผู้ประกอบอาชีพการปศุสัตว์เป็นอย่างมาก นับเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 30 ปีของมองโกเลีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ) ได้มอบความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมในนามรัฐบาลไทยแก่รัฐบาลมองโกเลียเป็นเงินจำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ผ่านนาง Nyam-Osor Tuya รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมองโกเลียในระหว่างการเยือนประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2543 ที่กระทรวงการต่างประเทศ
• เมื่อประเทศไทยประสบธรณีพิบัติภัยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 รัฐบาลมองโกเลียได้มอบเงินช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยผ่านสถานเอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย เป็นเงินจำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ความตกลงที่สำคัญกับประเทศไทย

1 ความตกลง/บันทึกความเข้าใจที่ลงนามแล้ว
(1)ความตกลงทางด้านการค้าและความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า ลงนามเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2517
(2)ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตรา สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ ลงนามเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2537 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและมองโกเลีย
(3)ความตกลงด้านการบิน ลงนามเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2537 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมมองโกเลีย
(4)บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขไทยและกระทรวงสาธารณสุขของมองโกเลีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขและการแลกเปลี่ยนบุคลากร แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญระหว่างกัน ลงนามเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไทยและมองโกเลี
(5) พิธีสารว่าด้วยการหารือและความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย- มองโกเลีย (Protocol on the Cooperation between the Ministry of Foreign Affairs of Thailand and Mongolia) ลงนามเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2548 โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศมองโกเลีย
(6) ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วน ที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ (Agreement on Double Taxation and Prevention of Fiscal Evasion with Respect to Taxation on Income and Capital) ลงนามเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2549 ระหว่างการเยือนมองโกเลียอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 17-19 สิงหาคม 2549
(7) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม (Agreement on Cooperation in the Field of Culture) ลงนามเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2549 ระหว่างการเยือนมองโกเลียอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ 17-19 สิงหาคม 2549
(8) ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (Agreement on Tourism Cooperation between the Tourism Authority of Thailand and the Ministry of Road, Transport and Tourism of Mongolia) ลงนามเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ระหว่างการดูงานด้านการท่องเที่ยวของผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ขนส่ง และท่องเที่ยวของมองโกเลีย ระหว่างวันที่ 18-22 กันยายน 2549

2 ความตกลง/บันทึกความเข้าใจ/พิธีสารที่อยู่ระหว่างรอการลงนามหรืออยู่ระหว่างพิจารณา
(1)บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเข้าร่วมการฝึกคอบร้าโกลด์ (MOU on the
participation of Mongolian Armed Forces in Cobra Gold Exercise in the Kingdom of Thailand)
(2) ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (Agreement on Investment Promotion and Protection)
(3) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติไทย- มองโกเลีย (MOU on Cooperation between the National Security Council of the Kingdom of Thailand and the National Security Council of Mongolia)
(4) ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางธรรมดา

การแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญ

1การเยือนของฝ่ายไทย
1.1 การเสด็จฯเยือนของพระราชวงศ์
• สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนมองโกเลียระหว่างวันที่
6-12 ตุลาคม 2535
1.2 การเยือนของผู้แทนระดับสูง
• นายสาโรจน์ ชวนะวิรัช รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศเยือนมองโกเลียระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2537
• อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก (นายนรชิต สิงหเสนี) เยือนมองโกเลียระหว่างวันที่ 16-20
กันยายน 2545
• ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ (นายสรจักร เกษมสุวรรณ) และอธิบดี
กรมเอเชียตะวันออกเยือนมองโกเลียเพื่อเข้าร่วมการประชุม International Conference for New or Restored Democracies ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 8-12 กันยายน 2546 ณ กรุงอูลันบาตอร์
• ประธานรัฐสภาไทย (นายอุทัย พิมพ์ใจชน) เยือนมองโกเลียในฐานะแขกของรัฐสภามองโกเลีย ระหว่างวันที่ 10-14 กันยายน 2546
• นายนิสสัย เวชชาชีวะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือน
มองโกเลีย ในฐานะผู้แทนพิเศษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อโน้มน้าวให้มองโกเลีย เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ระหว่างวันที่ 6-10 พฤศจิกายน 2547
• ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (นายเปี่ยมศักดิ์
มิลินทจินดา) เยือนมองโกเลียระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2548
• รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนมองโกเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17-19 สิงหาคม 2549 ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายมิเยกอมโบ อิงค์โบลด์ นายกรัฐมนตรีมองโกเลีย และได้หารือทวิภาคีกับนายนยัมอา อิ๊งค์โบลด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมองโกเลีย

2 การเยือนของฝ่ายมองโกเลีย
• นาย Punsalmaagiin Ochirbat ประธานาธิบดีมองโกเลีย เยือนไทยระหว่างวันที่ 25-28 กุมภาพันธ์ 2537
• นาง Nyam-Osor Tuya รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนไทยเมื่อเดือน
มิถุนายน 2543
• นาย Luvsangiin Erdenechuluun รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มองโกเลียเยือนไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2545 เพื่อเข้าร่วมการประชุม ESCAP ครั้งที่ 58
• นาย Tsakhia Elbegdorj นายกรัฐมนตรีมองโกเลียเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในลักษณะ Working Visit ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2548
• ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ขนส่ง และท่องเที่ยวของมองโกเลีย ดูงานด้านการท่องเที่ยวของไทย ระหว่างวันที่ 18-22 กันยายน 2549
• เจ้าหน้าที่ระดับสูงกระทรวงการคลังมองโกเลีย ศึกษาดูงานด้านนโยบายภาษีของไทย วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550
• นายบัทโบลด์ ซุนดี (Batbold Sundui) รัฐมนตรีและหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี
นำคณะผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ของมองโกเลีย เยือนไทยและดูงานในชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ระหว่างวันที่ 12-16 มีนาคม 2550 และได้เข้าเยี่ยมคารวะรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีของไทย

3 การพบหารือทวิภาคีที่สำคัญ
• นายกรัฐมนตรีพบหารือกับนายกรัฐมนตรีมองโกเลีย (นาย Nambar Enkbayar)
ในช่วงการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ครั้งที่ 13 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
• รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือทวิภาคีกับปลัดกระทรวงการต่างประเทศมองโกเลีย (นาย Radnaabazaryn Altangerel) เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2547 ระหว่างการประชุม สมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 59 ณ นครนิวยอร์ก
• รองนายกรัฐมนตรีจาตุรนต์ ฉายแสง พบหารือทวิภาคีกับนาย Tsakhia Elbegdorj นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ในโอกาสการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีมองโกเลียระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2548
• รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพบหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ศึกษาธิการ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์มองโกเลีย เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2548 ในโอกาสการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีมองโกเลียระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2548
• นายปรีชา เลาหพงส์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือทวิภาคีกับ นายอะวิเม็ด บัททู (Avirmed Battur) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศมองโกเลีย เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2548 ในโอกาสการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีมองโกเลียระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2548

กองเอเชียตะวันออก 3
กรมเอเชียตะวันออก
20 มีนาคม 2550







เอกสารแนบ

เรียบเรียงโดย กองเอเชียตะวันออก 4 กรมเอเชียตะวันออก โทร. 0-2643-5209-10Fax. 0-2643-5208 E-mail : eastasian05@mfa.go.th

โดย ...ตฤษนันท์ on 10 เมษายน 2007 at 11:35

เจ้าชายวังชุก
กระแสมาแรง สำหรับประเทศภูฏาน ซึ่งเสน่ห์ของความอ่อนโยน ที่สุภาพของเจ้าชายจิกมี่ ภาพความยิ่งใหญ่ของประมุขจากนานาประเทศ ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ตราตรึงเข้าไปอยู่ในหัวใจปวงชนชาวไทยแล้ว ประชาชนชาวไทยต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญ พระจริยวัตรอันงดงามแห่งสายเลือดสีน้ำเงิน ของแต่ละพระองค์อย่างหมดใจ    โดยเฉพาะ มกุฎราชกุมาร จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน คือเจ้าชายที่โดดเด่นที่สุด ณ เวลานี้! ด้วยพระพักตร์ขาวสะอาด พระวรกายผึ่งผายในชุดฉลองพระองค์ประจำชาติแบบแปลกตา ที่สะดุดใจยิ่งนักคือพระจริยวัตรอันนอบน้อม...ท่ามกลางท่าทีอันเรียบง่ายไม่ถือพระองค์ ไม่ว่าจะเสด็จฯ ยังที่ใด ภาพที่ประชาชนคนไทยเห็น คือทรงยกพระหัตถ์พนมไหว้แบบชาวพุทธอย่างงดงาม กอปรกับที่ทรงมีพระชนมายุเพียง 26 พรรษาเท่านั้น! ยิ่งทำให้เจ้าชายหนุ่มจากโลกตะวันออกพระองค์นี้ โดดเด่นสะดุดชาวไทยที่เฝ้าอยู่หน้าจอทีวียิ่งขึ้นไปอีก!!

"เจ้าชายวังชุก" แห่งภูฏาน กลายเป็นเจ้าชายในฝัน (สาวไทย) ไปในพริบตา หลายคนบอกว่าหล่อสไตล์เอเชียแบบพระเอกเกาหลี แล้วถ้าเข้าไปดูในเวบไซด์เวลานี้ ก็จะเห็นทั้งพระฉายาลักษณ์ และพระราชประวัติของพระองค์ที่ถูกเหล่านักท่องโลกไซเบอร์นำมาโพสต์เอาไว้ทุกอิริยาบถ!! "ได้เห็นองค์จริงแล้วบอกได้เลยว่าทรงพระสิริโฉมมาก ถ้าพูดอย่างภาษาสามัญก็ต้องบอกว่าเป็น 'หนุ่มหล่อ' เลยทีเดียว แต่สิ่งที่เหนืออื่นใด คือบุคลิกสง่างาม และพระราชอัธยาศัย วิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นอิทธิพลของพุทธศาสนาที่มีต่อพระองค์ท่านอย่างมาก"



ล่าสุดเดือน พฤศจิกายน ท่านจะเสด็จมาเมืองไทย เพื่อร่วมงานราชพฤกษ์ที่เชียงใหม่ และรับพระราชทานปริญญา กิติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัย รังสิต จากนั้นท่านจะเสด็จพักผ่อนทางทะเล โดยโปรดการขับเรือทางทะเล ซึ่งการเสด็จมาครั้งนี้ แน่นอนต้องทำให้วงการสื่อต้องติดตามข่าว และเผยแพร่เรื่องการอย่างละเอียดถี่ยิบ ทุกฝีก้าว และแน่นอนการสนใจ ใคร่อยากไปเที่ยวภูฏาน นั้นมีมากขึ้นแน่นอน

โดยเฉพาะปีใหม่ ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. - 02 ม.ค. 50 บ.ฮอลิเดย์ไลฟ์ แทรเวล ได้จัดกรุ๊ปพิเศษสำหรับสมาชิก 20 ท่าน สนใจโทรจองกันได้ที่ โทร 02-732 994 นะครับ

 
โดย Mark on 15 พฤศจิกายน 2006 at 16:24

200เอาต์บาวนด์กระหน่ำราคา บูมทัวร์"เกาหลี-ฮ่องกง-เนปาล"
เอาต์บาวนด์ 200 บริษัท จูงมือพันธมิตรต่างชาติ และบัตรเคทีซี ร่วมจัดมหกรรม "อินเตอร์ แทรเวล แฟร์" ลดกระหน่ำแพ็กเกจทัวร์ไปต่างประเทศ ดัน "เกาหลี-ฮ่องกง-เนปาล" ครองใจลูกค้า และคาดว่าจีน สิงคโปร์ จะเป็นเจ้าตลาดเพราะราคาเฉลี่ยถูกสุดๆ ไม่เกินทริป ละ 15,000 บาท

นายเอนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) เปิดเผยว่าเตรียมลงทุน 8 ล้านบาท จัดมหกรรมซื้อขายการท่องเที่ยว TTAA International Travel Fair ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 23-26 กุมภาพันธ์นี้ ที่บริเวณบีอีซี เทโร สวนลุม ไนท์ บาซาร์ จะมีสมาชิกกลุ่มบริษัทตัวแทนขายการท่องเที่ยวไทยไปต่างประเทศ (outbound) กว่า 200 บูท นำแพ็กเกจและโปรแกรมท่องเที่ยวลด 10% ขึ้นไป มาวางขายในราคาประหยัดตามกระแสของผู้บริโภค

พันธมิตรที่พร้อมจะสนับสนุนโปรดักต์เพื่อทำให้ราคาขายถูกกว่าปกติ ไฮไลต์คือ กลุ่มธุรกิจบัตรเคทีซี พร้อมนำทุกแพ็กเกจร่วมลดราคา องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวต่างประเทศในไทย สายการบิน และบริษัทตัวแทนขายการท่องเที่ยว เนื่องจากผลตอบรับจากกำลังซื้อตลาดเอาต์บาวนด์ปี 2549 มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกไม่ต่ำกว่า 10% มีผลมาจากทุกพันธมิตรร่วมมือกันนำโปรดักต์ใหม่มาเสนอขาย โดยวางกลยุทธ์ทำแพ็กเกจราคาประหยัดวางตลาด

แนวโน้มปีนี้กระแสการท่องเที่ยวมาแรงมี 3 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีที่ได้รับอิทธิพลจากละคร แดจังกึม ยังคงมาแรง การท่องเที่ยวเกาหลีประจำประเทศไทยจึงได้เสนอให้จัดทำแพ็กเกจย้อนรอยสถานที่ถ่ายทำละคร เช่น เมืองคังวอนโด เกาะเชจู เกาะนามิ สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ ส่วนฮ่องกงจะใช้แคมเปญ Discovery Year Festival 2006 ขายต่อเนื่องตลอดปี และเนปาล มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่แนะนำ เช่น ยอดเขาอันนาปุรณะ เมืองโภคารา ลุมพินีสถาน สถานที่ประสูติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นายสถาพร สิริสิงห รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวุโส ฝ่ายการตลาดเพื่อสันทนาการ เคทีซี หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่าได้นำโปรโชมั่นแคมเปญ "เที่ยวให้ใครๆ ต้องอิจฉากับเคทีซี" ซึ่งมีฐานสมาชิกเคทีซีอยู่ประมาณ 1.2 ล้านคน เข้าร่วมรับสิทธิประโยชน์พิเศษ เน้นหนักทางการลุ้นโชคชิงรางวัล อาทิ ผู้ที่มีใช้เงินผ่านบัตรสูงสุดได้สิทธิ์ลุ้นตั๋วไปกลับต่างประเทศ 12 ใบ

ส่วนอัตราการขยายตัวทางการตลาดตลอดปี 2548 สมาชิกเคทีซีใช้จ่ายเงินผ่านบัตรเพิ่มขึ้น 20% เพื่อซื้อตั๋วเครื่องบิน จองห้องพักโรงแรม และซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในมหกรรมการขาย TTAA International Travel Fair ครั้งที่ 2 ทางผู้จัดประเมินว่าจะมีรายได้หมุนเวียนระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเกิดขึ้นภายใน 4 วัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท แพ็กเกจท่องเที่ยวจากประเทศที่คาดว่าจะยังครองใจตลาดอยู่อย่างเหนียวแน่นคือ จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ เนื่องจากเปรียบเทียบราคาทัวร์แพ็กเกจแล้วเฉลี่ยประมาณทริปละ 15,000 บาท/คน ซึ่งถูกกว่าประเทศที่จะต้องเดินทางระยะไกล ต้นทุนจะสูงกว่าหลายเท่า ทั้งค่าเดินทาง อาหาร และอื่นๆ


ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน
โดย mu on 11 สิงหาคม 2006 at 20:58

รถไฟสาย "หลังคาโลก" ได้ฤกษ์เคลื่อนขบวน
ซินหัวเน็ต 08/05/06 – รถไฟ 5 ขบวนแรกที่จะใช้เส้นทางชิงไห่-ทิเบตที่เพิ่งสร้างเสร็จ ได้ฤกษ์เคลื่อนขบวนในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ โดยทั้ง 5 ขบวนดังกล่าวจะออกเดินทางการ ปักกิ่ง เฉิงตู เมืองเอกมณฑลเสฉวน ซีหนิง เมืองเอกมณฑลชิงไห่ เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว เมืองเอกมณฑลกว่างตง จากการเปิดเผยของ เหมาเป่าเฉิง รองผู้จัดการทั่วไปของบริษัททางรถไฟชิงไห่-ทิเบต และสำหรับตั๋วรถไฟของทุกขบวนในวันปฐมฤกษ์ได้จำหน่ายออกไปหมดแล้ว
       
       ทั้งนี้ ตามตารางเดินรถไฟปกติ ขบวนที่มุ่งหน้าสู่ทิเบตที่ออกจากปักกิ่ง เฉิงตู และซีหนิง จะมีทุกวัน ส่วนจากเซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว จะมีรถไฟออกวันเว้นวัน

              เส้นทางรถไฟสายชิงไห่-ทิเบต ซึ่งมีความยาว 1,956 กิโลเมตร เป็นเส้นทางรางบนที่ราบสูงที่สูงที่สุดและยาวที่สุดในโลก และยังเป็นเส้นทางรถไฟสายแรกที่เชื่อมต่อระหว่างแดนหลังคาโลกกับส่วนอื่นๆ ของประเทศจีน โดยส่วนหนึ่งของเส้นทางราว 960 กิโลเมตรตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 4,000 เมตร ซึ่งจุดสูงที่สุดวัดได้ 5,072 เมตร ทำลายสถิติทางรถไฟบนเทือกเขาแอนดีส ในเปรู ทวีปอเมริกาใต้อย่างน้อย 200 เมตร
       
       สำหรับรถไฟขบวนชิงไห่-ทิเบตดังกล่าวได้จัดเตรียมระบบให้ออกซิเจน 2 ระบบให้แก่ผู้โดยสารไว้บนรถไฟด้วย เพื่อรองรับสภาวะความกดอากาศต่ำที่ส่งผลต่อร่างกาย โดยภายในตู้รถไฟจะตั้งระดับออกซิเจนไว้ที่ราว 85% ซึ่งเท่ากับระดับที่ราบต่ำ และจะติดตั้งหน้ากากออกซิเจนไว้ใกล้กับที่นั่งของผู้โดยสารด้วย
       
       จางฝูหัว เจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวชิงไห่ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวราว 800,000 คนที่จะเดินทางไปยังทิเบตด้วยขบวนรถไฟสายชิงไห่-ทิเบตนี้ และในขณะนี้ ทางการทิเบตกำลังเร่งก่อสร้างสาธารณูปโภคด้านการท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น หลังจากที่เส้นทางชิงไห่-ทิเบตเปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม
       
       สำหรับข้อมูลราคาตั๋วโดยสารรถไฟเส้นทางปักกิ่ง-ทิเบต ได้รับการเปิดเผยผ่านทางเว็บไซต์ของคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติเมื่อเร็วๆ นี้ โดยตั๋วรถไฟเที่ยวเดียวจากปักกิ่ง สู่ลาซา เมืองเอกของเขตปกครองตนเองชนชาติทิเบต ตั๋วรถนั่งราคาอยู่ที่ราว 1,800 บาท (46 เหรียญสหรัฐ) ตั๋วรถนอนชั้นสองราคา 3,600 บาท (76 เหรียญสหรัฐ) และราคาตั๋วรถนอนชั้นหนึ่ง ราคา 5,800 บาท (150 เหรียญสหรัฐ) โดยคาดว่าใช้เวลาเดินทางอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
       
       ทั้งนี้ อัตราค่าโดยสารรถไฟดังกล่าวเป็นทางเลือกที่ประหยัดกว่า เมื่อเทียบกับราคาตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวจากจากปักกิ่งไปลาซาในปัจจุบันซึ่งมีราคาสูงถึง 11,400 บาท (293 เหรียญสหรัฐ)
                                                                                                                                                                              โดย ผู้จัดการออนไลน์
โดย mrungjoi on 6 มิถุนายน 2006 at 10:19

ข่าวสารแจ้งสถานะการณ์ การท่องเที่ยว เนปาล
เนื่องจากว่า ข่าวเหตุการณ์ทางด้านการเมือง ในประเทศเนปาล ในขณะนี้ได้คลีคลายอยู่ในสภาพปกติ และมีการพัฒนาความสงบเรียบร้อย จนการท่องเที่ยวประเทศเนปาล กลับคืนสู่ปกติ หนุ่มสาวดอทคอม ขอส่งข่าว และแนบจดหมายจากการท่องเที่ยวเนปาลมารายงานให้ทราบ เป็นขอมูลดังนี้
Nepal Tourism Board
Travel Update
April 25, 2006
 
 
Reinstatement of Parliament paves way to peace and stability in Nepal
 
As a major political breakthrough, His Majesty King Gyanendra restored the dissolved House of Representatives through a royal proclamation on April 24, 2006. This decision has ended the political stalemate that the country was experiencing in the past three weeks. His Majesty King Gyanendra has reinstated the House of Representatives which was dissolved on May 22, 2002 in accordance with the Constitution of the Kingdom of Nepal-1990. Addressing the nation on Monday night, the King said “We call upon the Seven Party Alliance to bear the responsibility of taking the nation on the path to national unity and prosperity, while ensuring permanent peace and safeguarding multiparty democracy”. This announcement has been welcomed with great exhilaration and relief all over the country.
 
Nepal Tourism Board in its quest to assist both domestic and international tourists during Bandhs and Curfews, has been operating hourly shuttle bus service from Tribhuvan International Airport to different downtown hotels in three different routes The shuttle bus service providing unhampered transit facilities to and from the Airport especially during Curfews and Bandhs has been lauded by all. Meanwhile, the arrival of air passengers in first fifteen days of April 2006 compared to same period previous year shows remarkable 37% growth. Indian tourists have grown by 12% and non- Indian tourists by 43% in same period despite the sequences of unfortunate events in the nation.
 
With the advent of the Nepali New Year 2063 BS on April 14, 2006 and conducive environment for tourism activities followed by the royal proclamation, the country is ready to welcome tourists from every corner of the world at the backdrop of green environment and temperate climate of spring. The good number of tourist visiting Nepal in recent days also speaks volumes to Nepal's claim of most happening enchanting destination with sufficient coverage of safety and security in the major tourism destinations within the country. Irrespective of time, the service provided by Nepal's industry to the visitors is always up to the mark. So, allow us to reiterate here that no compromise would be made in the delivery of the services, as committed by the travel industry of Nepal.
 
To effectively respond the problems tourists and tourism entrepreneurs may come across, Nepal Tourism Board has taken a holistic approach to address these problems by running its Media Center 24 hours which is manned by efficient staff. The staff on duty is available at Direct Hotline Number 977-1-4225709. Satellite phone No is 882-1687710077. Inquiry can be made through fax or email at 977-1-4254298 or mediacenter@ntb.org.np. NTB humbly requests all tourists to seek the services from Government Registered Travel and Trade companies for reliable service. (List of all Government registered hotels, travel, trekking and rafting agents are listed in our official website viz. www. welcomenepal. com)


 

Media Center
Nepal Tourism Board
Tourist Service Center
P.O Box: 11018
Bhrikuti Mandap, Kathmandu, Nepal
Hotline Telephone No:977-1-4225709
Ph.977-1-4256909 (Ext. 181/182)
Fax. 977-1-4254298
email: mediacenter@ntb.org.np
URL: www.welcomenepal.com

Information in this message is confidential. It is intended solely for
the person or the entity to whom it is addressed. If you are not the
intended recipient, you are not to disseminate, distribute or copy this
communication.Please notify the sender and delete the message and
any other record of it from your system immediately.

โดย Manus Rugjoy on 19 พฤษภาคม 2006 at 11:47 Comments (852)

ทริปดูงาน ทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี่ ณ ประเทศเกาหลี
ฮอลิเดย์ไลฟ์ แทรเวล มีโอกาสรับใช้คณะอาจารย์ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่พระจอมเกล้า ธนบุรี เมื่อวันที่ 12-15 พ.ย.48 โดยนำพาคณะบุคคลากร และอาจารย์ ซึ่งเข้าอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารระดับกลาง มจธ. รุ่นที 1 ซึ่งครั้งนี้ร่วมเดินทางจำนวนทั้งสิ้น 47 ท่าน ซึ่งสภาพอากาศของเกาหลีต้องบอกว่า หนาวสุดๆ สำหรับคนไทยอย่างเรา อยู่ที่ 1 องศา แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเพราะเราได้เตรียมการ และความพร้อมเรื่องชุดกันหนาวไว้อย่างดีก่อนไป หลายท่านถึงกับบอกว่าในรอบแรกของชีวิตที่ใส่ชุดกันหนาวหนา ๆ แบบนี้  โดยได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมงานที่ มหาวิทยาลัย Kwangju Institute of Science and Technology (GIST) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงโซลไป 4 ชั่วโมงเดินทางโดยรถยนต์

 
โดย มนัส รักจ้อย on 19 ธันวาคม 2005 at 17:55 Comments (1493)

ทริปประทับใจเนปาล 6 วัน
เรื่องโดย มนัส รักจ้อย

จบทริปประทับใจที่เนปาลกันมา เมื่อ 17-24 ตุลาคม 6 วัน ต้องบอกว่าสนุกม๊ากมาก แบบกันเอง มีทั้งภาพนิ่ง และภาพวิดิโอถ่ายทำกันแบบมืออาชีพทีเดียว ฝีมือตากล้องคุณเอ คุณอู๋ และตากล้องวิดิโอคุณหมู มีภาพประทับใจสวยๆ มาฝาก ....เพี้ยบ.....เราสัมผัสดินแดนแห่งศาสนาหินดู และต้นกำเนิดศาสนาพุทธ ซึ่งมีวิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ที่หล่อหลอมรวมกันทั้งสองศาสนาได้อย่างกลมกลืน ช่วงที่เราเดินทางครั้งนี้อากาศเย็นสบายไม่หนาวมาก มีฝนในวันแรกๆ เลยทำให้พลาดทัศนียภาพ ยอดเขามัจฉาปูชเร (เขาหางปลา ที่เมืองโภครา)
**วันแรกของการเดินทาง
เราเดินทางโดยสายการบิน โรยัล เนปาล สายการบินแห่งชาติของเนปาล เราถูกไฟท์ Delay ไป 3 ชั่วโมง จากเดิม จะเดินทางบ่าย 2 โมง เลยต้องออกเดินทางบ่าย 5 โมงเย็น เพราะว่าเครื่องบินที่จะออกเดินทางจากกาฐมัณฑุ สภาพอากาศไม่อำนวย ไม่สามารถออกมาได้ตามกำหนด ***ธรรมชาติของที่เนปาล เพราะที่นี่ได้ฉายาว่า ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย เรื่อยๆ ครับ*** ได้โปรแกรมแถมเที่ยวสนามบินดอนเมือง พร้อมกับคูปองอาหาร 150 บาท ทำให้เรามีเวลานั่งคุยกันก่อนออกเดินทาง และแล้วเราก็ได้เดินทางสู่เนปาล ใช้เวลา 3 ชั่วโมงก็ไปถึงสนามบินไตรภูวัน กรุงกาฐมัณฑุ ประเทศเนปาล คุณไกด์น่ารัก มิสเตอร์เจฟี่ (มิสเตอร์เจดีย์) มารอรับคณะเราด้วยรถบัสคันเก่ง บรรยากาศโพล้เพล้แล้วครับ ฝนตกมาก่อนหน้าที่เราจะมาถึง ไม่นานหนักเราก็เข้าสู่ตัวเมือง และรับประทานอาหารค่ำ กันที่ภัตตาคารพื้นเมือง ชื่อ Banchar Ghar เป็นอาหารพื้นเมืองแบบเนปาลโดยเฉพาะ รสชาติ และน่าตาอาจจะไม่คุ้นเคยนัก แต่ทุกคนก็บอกว่าอร่อย แบบว่าเกรงใจกันหรือปล่าว หรือว่าเราอิ่มกันที่ดอนเมืองมาแล้วเลยรู้สึกว่าบางท่านทานได้น้อย แต่คุณอู่ คุณซารี คุณจิน อจ.เพลินพิศ บอกว่าอร่อยเพราะประสการณ์เคยทานอาหารแบบนี้มาแล้ว จากนั้นเราก็ได้ชมการแสดงเต้นรำของสาวนาปาลี สวย ๆ น่ารักทั้งนั้น พร้อมกับการเวลคัมด้วย "ติก้า" ที่หน้าผากทุกคน และเชิญให้พวกเราสนุกกับการเต้นรำในสไตล์นาปาลี อย่างสนุกสนานใครไม่เกินคุณซารี ของเราครับ เหมือนกับว่าเธอได้มีโอกาสกับมาสู่ มาตุภูมิ จากนั้นเราก็เดินทางเข้าสู่ที่พักโรงแรม ไฮแอท โรงแรมหรูระดับห้าดาว ในกาฐมัณฑุ ๕๕๕ ขอนอนก่อน***

โดย มนัส รักจ้อย on 24 พฤศจิกายน 2005 at 09:26 Comments (747)

ข้อมูลประเทศแคนาดา


แผนที่
แคนาดา
Canada


ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ทิศเหนือจรดมหาสมุทรอาร์กติก ทิศใต้จรดประเทศสหรัฐอเมริกา
ทิศตะวันออกจรดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศตะวันตกจรดมหาสมุทรแปซิฟิก และมลรัฐอะแลสกา

พื้นที่ 9,976,140 ตารางกิโลเมตร ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

เมืองหลวง กรุงออตตาวา (Ottawa)

เมืองสำคัญ โทรอนโต(Toronto) มอนทรีออล(Montreal) แวนคูเวอร์ (Vancouver)
ควิเบก ซิตี้ (Quebec City) แฮลิแฟ็กซ์ (Halifax) วินนิเป็ก (Winnipeg) เอ็ดมันตัน
(Edmonton)

ภูมิอากาศ ภาคพื้นทวีป (มีหิมะในฤดูหนาว และอบอุ่นในฤดูร้อน)

ประชากร 32.14 ล้านคน (เมษายน 2548)

ภาษา อังกฤษและฝรั่งเศส

ศาสนา โรมันคาธอลิก (ร้อยละ 42) โปรแตสแตนท์ (ร้อยละ 40) อิสเทอร์นออโธดอกซ์
และยิว (ร้อยละ 18)

อิสลามและพุทธศาสนามีอัตราเพิ่มค่อนข้างรวดเร็ว เนื่องจากนโยบายการรับคนนอกประเทศมาตั้งถิ่นฐาน

หน่วยเงินตรา แคนาเดียนดอลลาร์ (1 CND ประมาณ 31.61บาท) (12 พฤษภาคม 2548)

GDP 994 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2547)

รายได้เฉลี่ยต่อหัว 31,3113 ดอลลาร์สหรัฐ (2547)

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ 35.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ(เมษายน 2548)

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 2.8 (2547)br>
วันชาติ 1 กรกฎาคม

ระบอบการเมือง ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy)

ระบบการปกครอง สมาพันธรัฐ (Confederation) แบ่งเขตการปกครองออกเป็น
10 มณฑล (Province) และ 3 เขตปกครองพิเศษ (Territory) โดยแต่ละมณฑลมีนายกรัฐมนตรี
(Premier) เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ประกอบด้วย
1. Ontario 2. Quebec

3. Nova Scotia 4. New Brunswick

5. Manitoba 6. British Columbia

7. Prince Edward Island 8. Saskatchewan

9. Alberta 10. Newfoundland and Labrador

11. Northwest Territory 12. Yukon Territory

13. Nunavut Territory

ประมุข สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 โดยทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ
(Governor General) ซึ่งปัจจุบันคือ นางเอเดรียน คล้ากสัน (The Right Honourable
Adrienne Clarkson)

นายกรัฐมนตรี นายพอล มาร์ติน (The Right Honourable Paul Martin)

พรรคการเมือง มีพรรคการเมืองที่สำคัญ 4 พรรค ได้แก่

1. พรรค Liberal (LP) แนวเสรีนิยมสายกลาง

2. พรรค Conservative (เกิดจากการรวมตัวของพรรค Progressive Conservative (PC)
และพรรค Canadian Alliance แนวอนุรักษ์นิยม

3. พรรค New Democratic Party (NDP) แนวก้าวหน้า

4. พรรค Bloc Quebecois (BQ) มีนโยบายแยกมณฑลควิเบกเป็น ประเทศเอกราช




การเมืองการปกครอง
ประวัติศาสตร์โดยสังเขป ฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองแคนาดาฝั่งตะวันออกในปี ค.ศ.1534 และได้เริ่มตั้งถิ่นฐานในปี ค.ศ.1604 ปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1713 อันเนื่องจากเหตุผลด้านการประมงและการค้าขนสัตว์ ซึ่งในที่สุดดินแดนแคนาดาตกเป็นของอังกฤษ ปี ค.ศ.1849 แคนาดาได้รับการยอมรับในสิทธิการปกครองตนเอง และต่อมาปี ค.ศ.1867 ได้มีการจัดตั้ง Dominion of Canada ในลักษณะของสมาพันธรัฐซึ่งประกอบด้วย Upper และ Lower Canada (มณฑล Ontario, Quebec, Nova Scotia และ New Brunswick ในปัจจุบัน) และต่อมาได้ขยายออกไปยังมณฑลภาคตะวันตกจนถึงมณฑล British Columbia ปี ค.ศ.1931 แคนาดาได้รับสถานะเป็นประเทศที่เท่าเทียมกับอังกฤษโดยมีกษัตริย์อังกฤษเป็นพระประมุข และต่อมาในปี ค.ศ.1949 มณฑล New Foundland and Labrador เข้าร่วมเป็นมณฑลที่สิบของแคนาดา
การเมืองการปกครอง
การเมืองภายใน
- เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม 2547 นาย Paul Martin นายกรัฐมนตรีแคนาดาได้ประกาศให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 28 มิถุนายน 2547 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 38ของแคนาดาการเลือกตั้งครั้งนี้มีขึ้นเพื่อเป็นการสร้างความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายMartin เนื่องจากนาย Martin เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะมีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรครัฐบาล (พรรค Liberal)ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติผู้ที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแคนาดาในลักษณะนี้จะยุบสภาและจัดการเลือกตั้งทั่วไปในโอกาสแรก เพื่อขอ mandate จากประชาชน

- จากผลจากการสำรวจคะแนนนิยมเมื่อวันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม ศกนี้ ปรากฏว่าพรรค Liberal มีคะแนนนำอยู่ร้อยละ 35 พรรค Conservative ร้อยละ 26 พรรค New Democratic Party (NDP) ร้อยละ 18 ยกเว้นในมลฑลควิเบก พรรค Bloc Qu?b?cois (the Bloc) มีคะแนนนำร้อยละ 22 ซึ่งมากกว่าพรรค Liberal

- แม้ว่าพรรค Liberal จะมีคะแนนนำอยู่ แต่คะแนนนิยมของพรรค Liberal ได้ลดต่ำลงกว่าช่วงเดือนมกราคมถึงร้อยละ 23 สืบเนื่องจากปัญหาความหละหลวมในการเบิกจ่ายงบประมาณของอดีตรัฐมนตรีและนักการเมืองจากพรรค Liberal ในการดำเนินโครงการ sponsorship programme ซึ่งว่าจ้างบริษัทโฆษณารณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมความเป็นเอกภาพและต่อต้านกระแสแยกตัวเป็นอิสระของมณฑลควิเบก โดยนาย Martin ได้ประกาศให้เริ่มการไต่สวนเรื่องนี้ในช่วงเดือนกันยายน 2547

- ในการเลือกตั้งครั้งนี้นาย Martin ประกาศนโยบายเน้นการปรับปรุงด้านสาธารณสุข และการศึกษา ซึ่งเป็นประเด็นที่คนแคนาดาให้ความสำคัญมาก คู่แข่งที่สำคัญของนายMartin คือนาย Stephen Harper หัวหน้าพรรค Conservative ซึ่งเป็นการรวมตัวของพรรคฝ่ายค้าน 2 พรรคคือ พรรค Progressive Conservative (PC) และพรรค Canadian Alliance (CA) โดยนาย Harper ได้ประกาศนโยบายลดภาษีแก่ชาวแคนาดา และโจมตีนาย Martin เกี่ยวกับประเด็น
sponsorship programme


นโยบายหลักของรัฐบาลแคนาดา

- เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2546 นาย Paul Martin หัวหน้าพรรค Liberal เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของแคนาดา โดยมีวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศ ดังนี้

1. สร้างความเข้มแข็งทางด้านสังคม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคน แคนาดา (strengthening the social foundation for Canadian life) โดยให้ความสำคัญต่อเรื่องการศึกษา การพัฒนาในวัยเด็ก การบริการสาธารณสุข สวัสดิการสำหรับคนชรา และผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ฯลฯ


2. สร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจแก่แคนาดาในศตวรรษที่ 21 (building a 21st century
economy) โดยใช้มาตรการการคลังที่มีประสิทธิภาพ ลดอัตราดอกเบี้ย/ภาษี และทบทวนโครงการต่างๆ ของรัฐบาล

3. เพิ่มอิทธิพลและเกียรติภูมิของแคนาดาในเวทีระหว่างประเทศ (ensuring Canada place in the world as one of influence and pride) โดยนอกจากจะกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดแล้ว ก็ยังจะเน้นการขยายความสัมพัน
ธ์กับประเทศตลาดใหม่อาท จีน อินเดีย และบราซิล



นอกจากนี้ แคนาดาให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมบทบาทในเวทีพหุภาคีและองค์การระหว่างประเทศ โดยสนับสนุนและผลักดันแนวคิดเรื่องความมั่นคงของมนุษย์และสิทธิมนุษยชน (Human Security Network: Freedom from Want and Freedom from Fear) ซึ่งสะท้อนแนวคิดและค่านิยมหลักของแคนาดา โดยล่าสุดแคนาดาได้เสนอจัดการประชุมสุดยอดผู้นำของกลุ่ม G20 เพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงและสันติภาพของโลกในปัจจุบัน และประกาศจัดตั้งหน่วยงานอาสาสมัครแคนาดาชื่อ Canada Corps รวมทั้งประกาศให้แคนาดาเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ โดยการบริจาคเงินจำนวน 100 ล้านดอลลาร์แคนาดาให้แก่องค์การอนามัยโลก (WHO) และออกกฎหมายให้ขายยารักษาโรคเอดส์ของแคนาดาในราคาต่ำให้กับประเทศกำลังพัฒนาด้วย

นโยบายต่างประเทศ

- นาย Martin ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่องานด้านการต่างประเทศ โดยมีการปฏิรูป กระทรวงการต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศ (Department of Foreign Affairs and International Trade (DFAIT) ออกเป็น 2 กระทรวงได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ(Department of Foreign Affairs)และกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ (Department of International Trade) โดยนโยบายต่างประเทศที่สำคัญ นอกจากการปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ โดยการการจัดตั้งกระทรวงความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety) เพื่อดูแลเรื่องการก่อการร้ายเป็นผลให้สหรัฐฯยินยอมให้บริษัทแคนาดาเข้าร่วมประมูลสัมปทานโครงการฟื้นฟูอิรักในรอบสองแล้ว (ในด้าน oil & gas oil field services) แคนาดาจะยังคงเน้นบทบาทด้านพหุภาคีและองค์การระหว่างประเทศส่วนในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศในเอเชีย จะเน้นความสัมพันธ์กับประเทศจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย

- นโยบายด้านการต่างประเทศของนาย Martin เน้นการส่งเสริมสถานะของแคนาดาในเวทีระหว่างประเทศ โดยได้เสนอจัดตั้งการประชุมสุดยอดผู้นำของกลุ่ม G20 ในระหว่างการหารือกับนายGeorge Bush ในช่วงการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 – 30 เมษายน 2547 เพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อความความมั่นคงและสันติภาพของโลกในปัจจุบันและประกาศจัดตั้งหน่วยงานอาสาสมัครแคนาดาชื่อ Canada Corps รวมทั้งประกาศให้แคนาดาเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ โดยการบริจาคเงินจำนวน 100 ล้านดอลลาร์แคนาดาให้แก่องค์การ WHO และออกกฎหมายให้ขายยารักษาโรคเอดส์ของแคนาดาในราคาต่ำให้กับประเทศกำลังพัฒนาด้วย ทั้งนี้ แคนาดาจะมีการออก Foreign Policy Review ในช่วงปลายปี 2547 หากนาย Martin ชนะการเลือกตั้ง

- นโยบายต่างประเทศแคนาดาในภาพรวมมีดังนี้

ส่งเสริมความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน แคนาดาถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่จะต้องแสวงหาตลาดและแข่งขันในต่างประเทศการส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศที่เสรีและเป็นธรรม
ปกป้องรักษาความมั่นคง แคนาดาตระหนักว่าความมีเสถียรภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาทางเศรษฐกิจขณะนี้ปัญหาต่างๆ ในโลกเป็นปัญหาข้ามแดนและมีอย่างหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปัญหาการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน อาชญากรรม โรคภัยไข้เจ็บ สิ่งแวดล้อม ประชากร และความด้อยพัฒนา ล้วนเป็นปัญหาที่มีความเกี่ยวเนื่องต่อสภาวะความมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ส่งเสริมและเผยแพร่ค่านิยมและวัฒนธรรมของแคนาดา มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ส่งเสริมค่านิยมด้านสิทธิมนุษยชนประชาธิปไตย การยึดหลักกฎหมาย และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

- บทบาทสำคัญของแคนาดาในเวทีพหุภาคีและองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการสนับสนุนและผลักดันหลักการของนโยบายต่างประเทศแคนาดา และสะท้อนแนวคิดและค่านิยมหลักของแคนาดาในเรื่องการสร้างความมั่นคงและพัฒนาหลักการสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคต่างๆ ได้แก่

การผลักดันแนวคิดเรื่อง ความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security Network : freedom
from want and freedom from fear) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีบทบาทนำในแนวคิดเรื่อง
Responsibility to Protect ว่าด้วยความรับผิดชอบของรัฐในการปกป้องคุ้มครองประชาชนของตน ซึ่งประชาคมระหว่างประเทศมีหน้าที่ที่จะแทรกแซงได้ หากรัฐนั้นๆ ไม่สามารถหรือไม่ประสงค์ที่จะปฏิบัติตามความรับผิดชอบดังกล่าว นอกจากนี้ แคนาดายังสนับสนุนการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court - ICC) และการรณรงค์กำจัดทุ่นระเบิด เป็นต้น

- แคนาดาเห็นความสำคัญต่อการค้าพหุภาคี และให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ โดยมีความตกลงและเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศต่างๆ ดังนี้

• Canada-Singapore Free Trade Agreement (อยู่ระหว่างการเจรจา)

• Free Trade Area of the Americas มีผลบังคับใช้ปี 2548

• The Canada-US Free Trade Agreement มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2532

• The North American Free Trade Agreement (NAFTA) มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2537

• GATT: Agreement on the Uruguay Round ลงนามเมื่อปี 2537

• Canada-Chile Free Trade Agreement มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2540 ทำให้ชิลีลดภาษีทันทีให้แก่สินค้าส่งออกของแคนาดาร้อยละ
75 ธุรกิจของแคนาดาในชิลี รวมถึงป่าไม้ เหมืองแร่ พลังงานและไฟฟ้า รวมถึงการสื่อสาร

• Canada-Israel Free Trade Agreement เริ่มเมื่อปี 2540



สถานการณ์ที่สำคัญ
แคนาดาได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งที่ 38 เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2547 เพื่อสร้างความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนาย Paul Martin เนื่องจากนาย Martin เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2546 สืบเนื่องจากการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรครัฐบาล (พรรค Liberal) ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติผู้ที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในลักษณะนี้จะยุบสภาและจัดการเลือกตั้งทั่วไปในโอกาสแรก เพื่อขอ mandate จากประชาชน ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมด 308 ที่นั่งปรากฏว่า พรรค Liberal ชนะการเลือกตั้ง โดยได้ 135 ที่นั่ง ในขณะที่ พรรค Conservative ได้ 99 ที่นั่ง พรรค Bloc Québécois (The Bloc) ได้ 54 ที่นั่ง พรรค New Democratic Party (NDP) ได้ 19 ที่นั่ง และอีก 1 ที่นั่งเป็นของผู้สมัครอิสระ
เศรษฐกิจการค้า
เศรษฐกิจการค้า
แคนาดาเป็นประเทศเดียวในกลุ่มจี 8 ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่องประมาณร้อยละ 3 ต่อเนื่องกันมา 6 ปี (จนถึงปี 2545) สาเหตุสำคัญเนื่องจากแคนาดาเป็นประเทศที่มีมาตรการการค้าที่เสรีและโปร่งใสมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก
แคนาดาเป็นประเทศที่พึ่งพิงการค้ากับต่างประเทศเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนการค้าต่อ GDP ถึงร้อยละ 45 สำหรับการส่งออก และร้อยละ 40 สำหรับการนำเข้า รูปแบบการค้าและการลงทุนของแคนาดาจะพึ่งพิงกับสหรัฐฯเป็นหลัก ทั้งสหรัฐฯและแคนาดาเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดระหว่างกันทั้งการนำเข้าและการส่งออก อีกทั้งยังมีการจัดทำความตกลง North American Free Trade Agreement (NAFTA) ซึ่งยิ่งช่วยเสริมมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศให้มากยิ่งขึ้น
สำหรับระบบภาษีนำเข้า
ของแคนาดาประมาณ ร้อยละ 90 เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0 อีกทั้งยังให้สิทธิพิเศษแก่สินค้าที่นำเข้าจากประเทศด้อยพัฒนา ยกเว้นในสินค้าประเภทนม สัตว์ปีกและไข่
ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ
ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ ทองคำ ถ่านหิน เหล็ก นิเกิ้ล โปแต๊ซ ยูเรเนียมและสังกะสี รวมทั้งป่าไม้
สินค้าส่งออกสำคัญ
ได้แก่ สินแร่ เครื่องยนต์ รถยนต์ กระดาษ ไม้เนื้ออ่อน พลังงานปิโตรเลียมดิบ ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า อลูมิเนียม อุปกรณ์สื่อสาร ชิ้นส่วนอากาศยาน ระบบคอมพิวเตอร์การส่งออกมีมูลค่าจำนวน 380พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2546
สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักร น้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ เครื่องยนต์ สินค้าอุปโภค บริโภค อาหาร มูลค่าสินค้านำเข้ามีจำนวน 336พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2546
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ
ได้แก่ สหรัฐฯ (ร้อยละ 86.06) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 2.12) สหราชอาณาจักร (ร้อยละ 1.52) จีน (ร้อยละ 1.52) และเยอรมนี (ร้อยละ 0.74)
ปริมาณการค้ารวมของแคนาดา ในช่วงปี 2546 มีมูลค่า 511,480.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นการส่งออก มูลค่า 272,009.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ร้อยละ 7.79 และการนำเข้าจากแคนาดามีมูลค่า 239,471.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 7.82 ดุลการค้าในปี 2546 แคนาดาได้เปรียบดุลการค้า 32,538.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2547 แคนาดาได้เปรียบดุลการค้าเป็นมูลค่า 6.2 พันล้านดอลลาร์แคนาดา ซึ่งสูงที่สุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2544 โดยการส่งออกมีมูลค่า 34.9 พันล้านดอลลาร์แคนาดา เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 และสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุดคือ รถยนต์และอุปกรณ์
แคนาดาพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ทั้งด้านการค้าและการลงทุนมากที่สุด ร้อยละ 86.06 ของการค้า
กับต่างประเทศของแคนาดาเป็นการค้ากับสหรัฐฯ และในปี 2546 มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.44 และมีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.37 แม้ว่ารัฐบาลแคนาดาได้จัดวางนโยบายมุ่งเอเชีย/แปซิฟิกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 แต่ยังมิได้บังเกิดผล เพราะภาคเอกชนแคนาดายังสะดวกที่จะตักตวงผลประโยชน์จากความผูกพันทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ อย่างแนบแน่น ทั้งนี้ แคนาดาได้ประกาศกระจายความสัมพันธ์ด้านการค้าไปยังตลาดใหม่ อาทิ จีน อินเดีย และบราซิล
ภาคการบริการเป็นภาคกิจการที่สำคัญที่สุดของแคนาดา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ของภาคเศรษฐกิจของประเทศ ธนาคารชั้นนำของแคนาดา 6 แห่ง เป็นหนึ่งใน 100 ธนาคารชั้นนำของโลก และมีสาขาอยู่ในต่างประเทศทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ รวมถึงธนาคาร Nova Scotia ซึ่งมีสาขาอยู่ในไทยด้วย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม ทำให้แคนาดาสามารถพัฒนาความก้าวหน้าในภาคกิจการนี้เป็นอย่างมาก
อุตสาหกรรมที่สำคัญของแคนาดา ได้แก่ อุตสาหกรรมป่าไม้ (ร้อยละ 3.5 ของ GDP)ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า (ร้อยละ 2.5 ของ GDP) การสื่อสารและคมนาคม เหมืองแร่
(ร้อยละ 2 ของ GDP) และพลังงาน (ร้อยละ 6 ของ GDP)
การลงทุน
แคนาดาเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติในทุกกิจการยกเว้นในบางกิจการ ได้แก่ กิจการที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม การเงิน การขนส่ง และบริการด้านโทรคมนาคม นอกจากนี้ ยังมีกิจการประเภทอื่นๆ ที่ห้ามการลงทุนหรือจำกัดการลงทุนจากต่างชาติ ได้แก่ การประมง ซึ่งอนุญาตเฉพาะชาวแคนาดาเท่านั้น การขนส่งทางอากาศ ซึ่งอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน ร้อยละ 25 การผลิตและการจำหน่ายหนังสือ การกระจายเสียง (ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงและไม่เกินร้อยละ 33 ในกรณีที่เป็นบริษัทแม่) การจัดจำหน่ายภาพยนตร์ การจัดพิมพ์เอกสารไตรมาส บริการด้านการเงิน (มีข้อจำกัดด้านการถือหุ้นซึ่ง แตกต่างตามขนาดของสถาบันการเงิน และขึ้นอยู่กับแต่ละเมือง) โทรคมนาคม (จำกัดการถือหุ้นของต่างชาติไม่เกินร้อยละ 46.7) ทั้งนี้ ตามข้อตกลงเอเปค แคนาดาจะต้องเปิดเสรีการค้าและการลงทุนภายในปี 2553
รัฐบาลแคนาดาได้ปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนให้มีความสะดวกและเอื้ออำนวยต่อการ ลงทุนของต่างชาติตลอดเวลา รัฐบาลแคนาดาให้สิทธิประโยชน์เพื่อชักจูงการลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่อการลงทุนในกิจการการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นกิจการเป้าหมายของรัฐบาลแคนาดา รัฐบาล แคนาดายังมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับเทคโนโลยีเพื่อรองรับกับความต้องการของต่างชาติ นอกจากนี้ แรงงานแคนาดายังมีความรู้และมีประสิทธิภาพ และอัตราการย้ายงานมีต่ำมาก
สหรัฐฯ เป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนในแคนาดาเป็นอันดับหนึ่ง โดยจะลงทุนในกิจการที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก ได้แก่ กิจการพลังงานและเหมืองแร่ กิจการที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ ได้แก่ กิจการด้านการเงินและประกันภัย (ร้อยละ 19.2) กิจการพลังงาน (ร้อยละ 16.2) อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่ากิจการในอุตสาหกรรมอื่นๆ เริ่มที่จะมีการลงทุนทางตรงจากต่างชาติในแคนาดาเพิ่มขึ้น เช่น การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น หลายบริษัทจะเป็นลักษณะของการควบและรวมกิจการ (M&A) เช่น ในกิจการน้ำมัน และเหมืองแร่ ส่วนการลงทุนทางตรงของแคนาดาในต่างประเทศจะลงทุนมากที่สุดในสหรัฐฯ
แคนาดาออกไปลงทุนในต่างประเทศมากกว่าที่ได้รับการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมุ่งที่สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นเป็นหลัก และมีแนวโน้มจะออกไป ลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยให้ความสนใจต่อสหภาพยุโรปมากขึ้นเป็นลำดับ กิจการที่แคนาดาให้ความสนใจ ได้แก่ พลังงาน โลหะ การเงินและประกันภัย เป็นที่น่าสังเกตว่า การลงทุนของแคนาดาในต่างประเทศจะเปลี่ยนจากการลงทุนในกิจการที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก ไปสู่การลงทุนในการผลิตเครื่องจักรกล การขนส่ง การเงินและการประกันภัย ภาคบริการและการค้าปลีก ดังนั้น จะพบว่าการลงทุนทางตรงจาก ต่างประเทศในแคนาดาส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นกิจการที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก ในขณะที่การลงทุนทางตรงในต่างประเทศของแคนาดาให้ความสนใจในกิจการด้านการเงินและการประกันภัย ดังเช่น บริษัท Manulife Financial ควบรวมกิจการของ John Hancock ของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ Manulife เป็นบริษัทประกันภัยที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ในสหรัฐฯ และเป็นอันดับ 2 ในแคนาดา
สังคม
สังคมของแคนาดาเป็นสังคมที่มีส่วนผสมของชนชาติต่างๆ มากมาย โดยชนชาติที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากที่สุด ระหว่างปี ค.ศ. 1991-2000 คือคนจากเอเชีย (จีน อินเดีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ อิหร่าน) ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 59.5 ของคนเข้าเมืองเพื่อตั้งถิ่นฐานในแคนาดา โดยในปี ค.ศ. 1962 รัฐสภาแคนาดาได้ออกกฎหมายคนเข้าเมืองตามข้อเสนอของพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้จนทุกวันนี้ สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวคือการยกเลิกการเลือกประติบัติ (ก่อนหน้านี้ มีการออกกฎหมายปี ค.ศ. 1887 เพื่อกีดกันการเข้าเมืองของคนจีน และต่อมาปี ค.ศ. 1910 ได้ออกกฎหมายที่ใช้หลักการแหล่งกำเนิด แบ่งเป็น preferred ซึ่งคือ กลุ่มคนยุโรป และ non-preferred ได้แก่ กลุ่มที่ไม่ใช่ยุโรป) กล่าวคือ การเปิดรับคนเข้าเมืองจากทุกที่อย่างเป็นทางการทั่วไป และการใช้วิธีการคิดคะแนนประเมินน้ำหนัก (point system) ว่าสมควรรับผู้ใดเข้าไปตั้งถิ่นฐานในแคนาดา นอกจากนี้ รัฐบาลพรรค Liberal ตั้งเป้าว่า ทุกปีจะรับคนเข้าไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ร้อยละ 1 ของจำนวนประชากร
แคนาดา (ขณะนี้ แคนาดามีประชากร ประมาณ 32 ล้านคน ดังนั้น ร้อยละ 1 จึงเท่ากับ 3 แสน 2 หมื่นคน) แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลจะรับผู้อพยพตั้งถิ่นฐาน จำนวนประมาณ 2 แสนคน โดยไม่ได้คำนึงถึงภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน การได้งานที่ไม่เหมาะสม และผู้ที่มาตั้งถิ่นฐานใหม่ต้องใช้เวลานานมากกว่าคนรุ่นเก่า ที่จะมีรายได้เทียบเท่ามาตรฐานของชาวแคนาดา ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า แคนาดามองเรื่องการรับคนเข้าไปตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นการถาวร เพื่อเป็นฐานการเก็บภาษีให้แก่รัฐบาลกลางและรัฐบาลมณฑลของแคนาดา
ค่านิยมหลักของสังคมแคนาดาที่ฝังลึกในทุกคนคือการส่งเสริม และเคารพในสิทธิและเสรีภาพของมนุษย์ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานสำคัญที่สุดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สังคมแคนาดาจะสนใจอย่างยิ่งต่อพัฒนาการในประเทศที่มีระบอบการปกครองที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น ในพม่า ซึ่งมีการรวมตัวกันในกลุ่มที่ชื่อว่า Friends of Burma โดยเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางมากในแคนาดา ประกอบไปด้วยชนชั้นนำที่มีอิทธิพลในแวดวงการเมืองของแคนาดา ซึ่งเป็นการเพิ่มพลังให้กับกลุ่ม และยังสามารถมีอิทธิพลอย่างมากต่อการกำหนดนโยบายการต่างประเทศของแคนาดา รวมทั้งกดดันรัฐบาลให้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อพม่า
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับแคนาดา
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับแคนาดา
ด้านการทูต
ไทยและแคนาดาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2504 และเปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงออตตาวา รวมทั้งได้จัดตั้งสถานกงสุลใหญ่ ณ นครแวนคูเวอร์ เพื่อดูแลมณฑลด้านตะวันตกของแคนาดาเอกอัครราชทูตไทยคนปัจจุบันคือ นายสนั่นชาติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ซึ่งเข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 สถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย มีเขตอาณาครอบคลุมพม่าและลาว โดยเอกอัครราชทูตแคนาดาคนปัจจุบันคือ นาย Denis Comeau

ด้านการเมือง
ไทยกับแคนาดามีแนวนโยบายที่สอดคล้องกัน โดยยึดมั่นในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ให้ความสำคัญต่อประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน และมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดในด้านความมั่นคงมนุษย์ ปัญหาความยากจน และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และช่วงหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 ไทยให้ความร่วมมือในเรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายกับสหรัฐฯ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของแคนาดาที่ได้ยกระดับนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายขึ้นเป็นอันดับแรกของนโยบายต่างประเทศเช่นเดียวกับสหรัฐฯ

ไทยกับแคนาดาได้ร่วมมือกันอย่างแข็งขันในฐานะประเทศผู้ริเริ่มให้ความสำคัญในประเด็นทางด้านสังคมและการพัฒนา ได้แก่ โครงการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security Network: HSN) และการเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti-personnel Mines and on Their Destruction)

ด้านการค้า
การค้าสองฝ่ายระหว่างไทยกับแคนาดามีมูลค่าเฉลี่ยกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
โดยในปี 2547 มีมูลค่าการค้ารวม 1,558.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2548 มีมูลค่าการค้ารวม 918.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.11 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2547) โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 223.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป เฟอร์นิเจอร์ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ข้าว ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ยางพารา
สินค้านำเข้าสำคัญ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ ปุ๋ย เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ธัญพืชและธัญพืชสำเร็จรูป เมล็ดพืชน้ำมัน แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ และเศษโลหะ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ

การค้าไทย-แคนาดา
หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ไทย-แคนาดา2545 2546 2547 2547 2548 เปลี่ยนแปลง
(ม.ค.-ก.ค.)(ม.ค.-ก.ค.) (ร้อยละ)
มูลค่าการค้า1,196.9 1,325.2 1558.7 899.8 918.8 2.11
การส่งออก 807.4 937.8 1,060.8 580.2 571.4 -1.52
การนำเข้า 389.5 387.4 498.0 319.6 347.5 8.73
ดุลการค้า 417.9 550.4 562.8 260.5 223.9 -


ด้านการลงทุน
การลงทุนของแคนาดาในไทยมีไม่มากนัก ระหว่างปี 2528-2546 โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและดำเนินการแล้ว มีจำนวน 37 โครงการ มูลค่าการลงทุน 27,249 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม มีเงินลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาท และมีพนักงานเฉลี่ยประมาณ 200 คนต่อโครงการ
จากสถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมจาก BOI โครงการจากแคนาดาที่ได้รับการอนุมัติในปี 2547 มีจำนวนทั้งสิ้น 5 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 147 ล้านบาท

ด้านการพัฒนา
แคนาดาให้ความช่วยเหลือไทยด้านการพัฒนา ผ่าน CIDA มาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี
คิดเป็นมูลค่ากว่า 370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันไทยกำลังดำเนินการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์จากประเทศผู้รับ-ผู้ให้ มาเป็นความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วน โดยได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วน (MOU concerning Thailand-Canada Cooperation Project Promoting Partnership) และล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2547 ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางเยือนแคนาดาเพื่อมอบภาพเขียนแก่ CIDA เพื่อเป็นการระลึกถึงความช่วยเหลือของแคนาดาและเป็นสัญลักษณ์ของ
การเริ่มต้นความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนระหว่างกัน

ด้านการท่องเที่ยว
แคนาดาเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่สำคัญจากภูมิภาคอเมริกา โดยในปี 2004 มีนักท่องเที่ยวแคนาดาไปเที่ยวประเทศไทยประมาณ 120,000 คน ระยะเวลาพำนักในประเทศไทยเฉลี่ยประมาณ 12 วัน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวันในประเทศไทยประมาณ 75 ดอลลาร์แคนาดา ส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายในหมวดของการจับจ่ายสินค้า จึงกล่าวได้ว่า แนวโน้มของตลาดแคนาดาค่อนข้างดีสำหรับไทย

ด้านกงสุล
จากการรวบรวมจำนวนคนไทยในเมืองต่าง ๆ ที่สถานทูตและสถานกงสุลและสมาคมไทยช่วยกันติดตาม รวบรวมได้ มีประมาณ 3 พันคน ( ตามสถิติแคนาดามีชาวไทยอาศัยในแคนาดาประมาณ 8 พันคนเศษ) กระจายอาศัยอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ เช่น นครแวนคูเวอร์ นครโทรอนโต นครมอลทรีออล ส่วนใหญ่เป็นหญิงไทยที่สมรสกับชาวแคนาดา เดินทางเข้าไปในแคนาดาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีความเป็นอยู่ที่ดี และได้รับสิทธิพื้นฐานเท่าเทียมกับชาวแคนาดา นักเรียนไทยมีประมาณ 200 คน ไทยและแคนาดามีความแตกต่างในมุมมองเกี่ยวกับ แรงงานไทยในแคนาดา โดยฝ่ายไทยมองถึงการขยายตลาดแรงงานไทยไปต่างประเทศ แต่แคนาดามองในแง่การตั้งถิ่นฐานของคนต่างชาติในแคนาดา ซึ่งจะเป็นฐานเสียภาษีให้แคนาดาต่อไป

กงสุลกิตติมศักดิ์
กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยในแคนาดา
1. Mr. Louis P. Desmarais
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครมอนทรีออล (มณฑลควิเบก)
2. Mr. Horst Gergen Paul Koehler
รองกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครแวนคูเวอร์ (มณฑลบริติชโคลัมเบีย)
3. Mr.Richard C. Meech
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครโทรอนโต (มณฑลออนแทรีโอ)
4. Mr. William A. Dickinson
กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครโทรอนโต (มณฑลออนแทรีโอ)
5. Mr. John R. Lacey
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครแคลการี (มณฑลอัลเบอร์ตา)
6. Mr. Dennis L. Anderson
กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเอ็ดมันตัน (มณฑลอัลเบอร์ตา)
7. Mr. Dennis G. Laliberte
รองกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเอ็ดมันตัน (มณฑลอัลเบอร์ตา)

กงสุลกิตติมศักดิ์แคนาดาในไทย
นายนิตย์ วังวิวัฒน์ กงสุลกิตติมศักดิ์แคนาดาประจำจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1994 นายนิตย์ฯ เป็นเจ้าของบริษัท Chiangmai Thai-Canadian Venture และเป็นประธานสมาคมผู้ผลิตชาแห่งประเทศไทย

วันที่ 3 ตุลาคม 2548
เรียบเรียงโดย กองอเมริกาเหนือ กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ โทร. 0-2643-5121--2 Fax. 0-2643-5124 E-mail : american02@mfa.go.th

โดย มนัส รักจ้อย on 5 ตุลาคม 2005 at 10:55 Comments (6)

ข้อมูลประเทศสหรัฐอเมริกา


แผนที่
สหรัฐอเมริกา
United States of America


ข้อมูลทั่วไป
ประเทศสหรัฐอเมริกา
( The United States of America )

ที่ตั้ง : ทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีมลรัฐ Alaska อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดา และ มีมลรัฐฮาวายอยู่ทางตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก

เนื้อที่ : มีเนื้อที่ประมาณ 9,629,091 ตารางกิโลเมตรหรือ 3,537,441 ตารางไมล์เป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและแคนาดา

อาณาเขตติดต่อ : ทิศเหนือ ติดกับ แคนาดา
ทิศใต้ ติดกับ เม็กซิโก
ทิศตะวันออก ติดกับ มหาสมุทรแอตแลนติก
ทิศตะวันตก ติดกับ มหาสมุทรแปซิฟิก

ภูมิอากาศ: อากาศหนาว เว้นแต่ในมลรัฐฮาวาย และมลรัฐฟลอริดา หนาวเย็นมากที่บริเวณขั้วโลกเหนือในมลรัฐอะแลสกา บริเวณที่ราบด้านตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mississippi) จะค่อนข้างแห้งแล้ง และมีความแห้งแล้งมากบริเวณที่ลุ่มภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีอุณหภูมิต่ำในช่วงฤดูหนาว ซึ่งจะมีอากาศดีขึ้นเป็นครั้งคราวในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ โดยจะได้รับความอบอุ่นจากลมของเนินเขาด้านตะวันออกของเทือกเขาร๊อกกี้

ทรัพยากรธรรมชาติ : ถ่านหิน, ทองแดง, เกลือ, ยูเรเนี่ยม, ทองคำ, เหล็ก, ปรอท, นิเกิล, โปแตส, เงิน, วุลแฟรม, ทังสแตน, สังกะสี, ปิโตรเลี่ยม, ก๊าซธรรมชาติและป่าไม้ เป็นต้น

ประชากร : 290, 342, 554 คน

เชื้อชาติ :คนผิวขาวร้อยละ 77.1
คนแอฟริกันอเมริกันร้อยละ 4.2
คนอเมริกันอินเดียนและชาวอะแลสการ้อยละ 1.5
ชาวฮาวายเอียนและชาวเกาะแปซิฟิกร้อยละ 0.3
คนเชื้อชาติอื่น ร้อยละ 4

ศาสนา โปรเตสแตนท์ร้อยละ 56
โรมันคาทอลิก ร้อยละ 28
ยิวร้อยละ 2
อื่นๆร้อยละ 4
ไร้ศาสนาร้อยละ 10

ภาษาราชการ : ภาษาอังกฤษ

วันชาติ :4 กรกฎาคม

หน่วยเงิน : ดอลลาร์สหรัฐ US dollar (USD)

อัตราแลกเปลี่ยน : 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 40.95 บาท (มิถุนายน 2548)
เวลาต่างจากไทย : ฝั่งตะวันออก 12 ชั่วโมง ฝั่งตะวันตก 15 ชั่วโมง
การเมืองการปกครอง
ประวัติของประเทศสหรัฐอเมริกาก่อกำเนิดขึ้นจากการประกาศอิสรภาพของรัฐอธิปไตย 13 มลรัฐ คำประกาศดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 และอังกฤษยอมรับเอกราชของชาติอเมริกาในวันที่ 14 มกราคม ค.ศ 1789 ต่อมาในปีเดียวกัน รัฐเหล่านั้นจึงได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อก่อตั้งสหพันธรัฐ โดยให้มีรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง รัฐต่างๆ มอบอำนาจอธิปไตยหลายประการให้รัฐบาลกลางที่กรุงวอชิงตัน แต่สงวนอำนาจบางประการไว้ เช่น อำนาจนิติบัญญัติและการคลังในระดับมลรัฐ ดังนั้น ทุกมลรัฐจึงมีวุฒิสภาและสภาผู้แทนของตนเอง ( ยกเว้นเนแบรสกา ซึ่งมีสภาเดียว ) และมีอำนาจเก็บภาษีผู้มีภูมิลำเนาในมลรัฐ

ชื่อประเทศ : ชื่อเต็ม United States of America เรียกว่า สหรัฐอเมริกา
ชื่อย่อ United States เรียกว่า สหรัฐฯ
อักษรย่อ US หรือ USA
ระบอบการปกครอง : สหพันธรัฐ (Federal Republic); แบบประชาธิปไตย
โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล (Chief Executive) ภายใต้รัฐธรรมนูญ
เมืองหลวง : กรุงวอชิงตัน (Washington,D.C.)
การแบ่งการปกครอง : ประกอบด้วย 50 มลรัฐและ 1 District (District of Columbia ซึ่งเป็นที่ตั้งของ กรุงวอชิงตัน) ได้แก่
Alabama, Alaska (เป็นมลรัฐที่ใหญ่ที่สุด), Arizona, Arkansas, California, Colorado, Connecticut, Delaware, District of Columbia, Florida, Georgia, Hawaii, Idaho, Illinois, Indiana, Iowa, Kansas, Kentucky, Louisiana, Maine, Maryland, Massachusetts, Michigan, Minnesota, Mississippi, Missouri, Montana, Nebraska, Nevada, New Hamshire, New Jersey, New Mexico, New York, North Carolina, North Dakota, Ohio, Oklahoma, Oregon, Pennsylvania, Rhode Island (เป็นมลรัฐที่เล็กที่สุด), South Carolina, South Dakota, Tennessee, Texas, Utah, Vermont, Virginia, Washington, West Virginia, Wisconsin, Wyoming
เขตการปกครองอื่นๆ : American Samoa, Baker Island, Guam, Howland Island, Jarvis Island, John Atoll, Kingman Reef, Midway Islands, Navassa Island, Northern Mariana Islands, Palmyra Atoll, Puerto Rico, Virgin Islands, Wake Island

ระบบกฎหมาย :อยู่บนรากฐานของกฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ
สิทธิในการเลือกตั้ง : อายุ 18 ปีขึ้นไป
ประมุขของประเทศ : นาย George Walker Bush เป็นประธานาธิบดี คนที่ 43 และหัวหน้ารัฐบาล เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2548 สังกัดพรรครีพับริกัน และมีนาย Richard B. Cheney เป็นรองประธานาธิบดี

โครงสร้างทางการเมือง
สหรัฐฯ มีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ พรรครีพับลิกัน (Republican) และพรรคเดโมเเครต (Democrat)
การปกครองแบบสหพันธรัฐ แบ่งแยกอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ละฝ่ายได้รับเลือกในลักษณะที่แตกต่างกัน และมีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน (checks and balances) ดังนี้
ฝ่ายบริหาร : มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ได้รับเลือกจากการเลือกตั้งทั่วไป ร่วมกับรองประธานาธิบดีทุก 4 ปี ในวันอังคารแรกของเดือนพฤศจิกายน ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งผ่านคณะผู้เลือกตั้ง ( Electoral College ) จำนวน 538 คน ดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 สมัย สมัยละ 4 ปี ประธานาธิบดีจะเป็นผู้ร่างรัฐบัญญัติต่อรัฐสภา และทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้ทำสนธิสัญญาต่างๆ ตลอดจนแต่งตั้งผู้พิพากษา เอกอัครราชทูตและตำแหน่งต่างๆของฝ่ายบริหารตั้งแต่ระดับรองผู้ช่วยรัฐมนตรี (Deputy Assistant Secretary) ขึ้นไป
ฝ่ายนิติบัญญัติ : ประกอบด้วย 2 สภา คือ
วุฒิสภา มีสมาชิกจากแต่ละมลรัฐ มลรัฐละ 2 คน รวมเป็น 100 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 6 ปี โดยสมาชิกจำนวน 1 ใน 3 ครบวาระทุก 2 ปี วุฒิสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบหรือปฎิเสธบุคคลที่ประธานาธิบดีแต่งตั้ง รวมทั้งคณะรัฐมนตรี และให้สัตยาบันสนธิสัญญา รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง (President of the Senate) คือนาย Richard B. Cheney หัวหน้าฝ่ายเสียงข้างมาก (Majority Leader)ในวุฒิสภา ได้แก่ นาย Bill First (R-Tennessee) หัวหน้าฝ่ายเสียงข้างน้อย (Minority Leader) ได้แก่ นาย Thomas A. Daschle (D-South Dakota)
สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิก 435 คน แบ่งตามสัดส่วนของประชากรในมลรัฐ คือ ประชากร 575,000 คน ต่อ สมาชิก 1 คน ดำรงตำแหน่งสมัยละ 2 ปี ประธานสภา (Speaker of the House) ได้แก่ นาย Dennis Hastert (R-Illinois) ผู้นำเสียงข้างมาก คือ นาย Tom DeLay (R-Texas) ส่วนผู้นำเสียงข้างน้อย คือ นาย Nancy Pelosi (D-California)

ฝ่ายตุลาการ : ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น (Curcuit Court) ศาลอุทรณ์ (Appeal Court)และศาลฎีกา (Supreme Court) ศาลฏีกามีอำนาจที่จะล้มเลิกกฏหมายใดๆและการปฎิบัติการของฝ่ายบริหารที่ได้วินิจฉัยแล้วว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งมีทั้งหมด 9 คนนั้น ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอชื่อและวุฒิสภาเป็นผู้ให้การรับรอง และดำรงตำแหน่งได้โดยไม่มีการกำหนดวาระ
วันเลือกตั้ง :การเลือกตั้งครั้งล่าสุด 2 พฤศจิกายน 2547
การเลือกตั้งครั้งต่อไป 4 พฤศจิกายน 2551

สถานการณ์การเมือง
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งมีนาย George W. Bush ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน และนาย John Kerry สมาชิกวุฒิสภา และตัวแทนจากพรรคเดโมแครต เป็นผู้แข่งขันหลัก ผลปรากฏว่า ประธานาธิบดี Bush ชนะการเลือกตั้ง และทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในสมัยต่อไปเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2548
เศรษฐกิจการค้า
ระบบเศรษฐกิจ ทุนนิยม ( Capitalism ) เป็นระบบเศรษฐกิจที่ให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินธุรกิจโดยที่รัฐจะเข้าแทรกแซงในกิจการของเอกชนน้อย และสนับสนุนให้มีการแข่งขันกันอย่างเสรีทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 11,693 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2547)
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ: ร้อยละ 4.4
อัตราการว่างงาน : ร้อยละ 5.6 (2547)
อุตสาหกรรม : สหรัฐฯ เป็นผู้นำทางภาคอุตสาหกรรมของโลก มีความหลากหลายสูงและมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก เช่น ปิโตรเลียม เครื่องยนต์เครื่องบิน อุปกรณ์การสื่อสาร เคมีภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ การแปรรูปอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ป่าไม้ เหมืองแร่
ดุลการค้า : มูลค่า – 584,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2547)
การส่งออก : มูลค่า 1,121,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออก : ชิ้นส่วนอุตสาหกรรมและวัตถุดิบ เครื่องบินและส่วนประกอบ รถยนต์และส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องมือทางการแพทย์ ถั่วเหลือง
ประเทศคู่ค้าในการส่งออก : แคนาดา 169,481 ล้านดอลลาร์สหรัฐเม็กซิโก 97,457 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ญี่ปุ่น 52,064 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สหราชอาณาจักร 33,895 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เยอรมนี 28,848 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การนำเข้า: มูลค่า 1,705,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้านำเข้า : รถยนต์ รถบรรทุกและส่วนประกอบ น้ำมันดิบ คอมพิวเตอร์ เครื่องรับ
วิทยุและโทรทัศน์ ปิโตเลียมเหลวและก๊าซธรรมชาติ เพชร เฟอร์นิเจอร์
ประเทศคู่ค้าในการนำเข้า :แคนาดา 224,166 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จีน 152,379 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เม็กซิโก 138,073 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ญี่ปุ่น 118,029 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เยอรมนี 68,047 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปีงบประมาณ : 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา
1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 ด้านการทูต
ไทยและสหรัฐฯ สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2376 ปัจจุบันไทยเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และมีสถานกงสุลใหญ่ 3 แห่ง คือ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทพฯ และสถานกงสุลใหญ่ประจำจังหวัดเชียงใหม่

1.2 ด้านการเมือง
ความสัมพันธ์โดยทั่วไประหว่างไทย-สหรัฐอเมริกาดำเนินไปด้วยความราบรื่น โดยเฉพาะความร่วมมือทางการทหารและความมั่นคงรวมทั้ง โดยเมื่อปี 2546 สหรัฐฯ ได้ประกาศให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต (Major Non NATO Ally – MNNA) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้กองทัพไทยสามารถจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และเข้าถึงเทคโนโลยีทางการทหารต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ได้ นอกจากนั้น ไทยกับสหรัฐฯ ยังมีการฝึกซ้อมร่วม/ผสม Cobra Gold ซึ่งถือว่าเป็นการฝึกร่วมและผสมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีประเทศที่ร่วมสังเกตการณ์หลายประเทศ รวมทั้งผู้แทนจากสหประชาชาติ โดยในการฝึก Cobra Gold 2005 ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการบรรเทาภัยพิบัติ อันเป็นผลจากเหตุการณ์คลื่นสึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547

ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในความร่วมมือในช่วงเหตุการณ์คลื่นสึนามิ โดยไทยให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ และนานาชาติโดยอนุญาตให้ใช้อู่ตะเภาเป็นศูนย์ให้ความช่วยเหลือประเทศที่ประสบภัยในภูมิภาค ขณะที่ สหรัฐฯ ได้ให้การสนับสนุนทั้งนามธรรมและรูปธรรมต่างๆ อาทิ การแสดงความเสียใจของบุคคลระดับสูง ตลอดจน การส่งอากาศยาน เวชภัณฑ์ และเจ้าหน้าที่นิติเวช มาให้ความช่วยเหลือ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้มอบหมายให้อดีตประธานาธิบดี Bush และ Clinton เดินทางเยือนไทยและประเทศที่ประสบภัยอื่นๆ เพื่อสำรวจความเสียหายและระดมความช่วยเหลือจากภาคเอกชนสหรัฐฯ ซึ่งได้จัดให้มีการประชุม Private Sector on Post-Tsunami Reconstruction and Rehabilitation (PSS) ขึ้นเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินการเมื่อเดือนพฤษภาคม 2548 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมประชุมด้วย

อนึ่ง จากการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่ประสบผลสำเร็จของไทย สหรัฐฯ ได้ประกาศถอนชื่อประเทศไทยออกจากรายชื่อประเทศที่เป็นแหล่งผลิตและ/หรือทางผ่านสำคัญของยาเสพติดเมื่อปี 2547

1.3 ด้านการค้า
สหรัฐฯ เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยการค้าระหว่างกันในปี 2547 สูงถึง 22,732 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.88) โดยไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ 15,516 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่นำเข้า 7,215 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 8,301 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ อาหารกระป๋องและแปรรูป อัญมณี ยาง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องไฟฟ้า แผงวงจร และกุ้งสดแช่แข็ง
สินค้านำเข้าที่สำคัญจากสหรัฐฯ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภันฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องมีการถ่ายภาพ เงินแท่ง เส้นใยในการทอ

ประเทศไทยกับสหรัฐฯ เริ่มการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหรัฐฯ เมื่อปี 2547 โดยได้มีการเจรจาแล้ว 3 รอบ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2547 ที่มลรัฐฮาวาย ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 11-15 ตุลาคม 2547 ที่มลรัฐฮาวาย ส่วนครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่พัทยา ในเดือน 4-8 เมษายน 2548 การเจรจาครั้งที่ 4 จะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2548 ที่มลรัฐมอนแทนา สหรัฐฯ โดยหัวข้อการหารือในการเจรจา รวมถึงเรื่องการเปิดตลาดสำหรับสินค้าอุตสาหกรรม เกษตร สิ่งทอ ภาคบริการ การเงิน และการลงทุน มาตรการเยียวยาทางการค้า มาตรการสุข อนามัยพืชและสัตว์ อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า กฎแหล่งกำเนิดสินค้า เรื่องศุลกากร การเคลื่อนย้ายบุคลากร แรงงานและสิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญา และการสร้างขีดความสามารถทางการค้า เป็นต้น
1.4 ด้านการลงทุน
จากสถิติเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิที่จัดเก็บโดยธนาคารแห่งประเทศไทย มูลค่าเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิในปี 2547 มีจํ านวนทั้งสิ้น 15,981 ล้านบาท เงินลงทุนสุทธิจากสหรัฐอเมริกาในปี 2547คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 6,204 ล้านบาท นอกจากนี้ จากสถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมจากสํ านักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โครงการลงทุนจากสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการอนุมัติในปี 2547 มีจํ านวนทั้งสิ้น 37 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนสุทธิ 30,397 ล้านบาท สูงสุดเป็นอันดับสามรองจาก ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป

2. ความตกลงสำคัญๆ กับไทย
1.บันทึกความตั้งใจตามโครงการติดตั้งศูนย์ข้อมูลบุคคล (PISCES) ลงนามเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2547
2.Trade and Investment Framework Agreement ลงนามเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2545
3.กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ลงนามเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544
4.ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมระหว่างประเทศว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ลงนามเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541
5.ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ ลงนามเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2539
6.อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ ลงนามเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539
7.สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา ลงนามเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2529
8.ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงนามเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2527
9.สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ลงนามเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2526
10.สนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา ลงนามเมื่อวันที่
29 ตุลาคม 2525
11.ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ ลงนามเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2522
12.ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ลงนามเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2520
13.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ลงนามเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2514
14.สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรไทยและสหรัฐฯ ลงนามเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2509
15.ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและทางเทคนิค ลงนามเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2493
16.สนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์และการเดินเรือ ลงนามเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2480
17.หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี การค้า และพิกัด (ค.ศ. 1856) ลงนามเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2399
18.หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ค.ศ. 1833 ลงนามเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2376

3. การแลกเปลี่ยนการเยือน
3.1 การเยือนของผู้นำและพระบรมวงศ์
ฝ่ายไทย
• วันที่ 14 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ในสมัยประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower ในการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ไปพระราชทานพระราชดำรัสที่รัฐสภาสหรัฐฯ ในวันที่ 29 มิถุนายน 2503
• วันที่ 6 – 20 มิถุนายน และ 24 - 29 มิถุนายน 2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่ 2 ในสมัยประธานาธิบดี Lyndon B. Johnson
• วันที่ 5 – 8 มีนาคม 2528 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยือนสหรัฐฯ เพื่อทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงานนิทรรศการ SUPPORT และพระราชทานพระราชวโรกาสให้องค์การ Save the Children Fund ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล
• วันที่ 26 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน 2534 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ และพระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะกรรมการ The Best of Washington ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
• วันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2544 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนนครนิวยอร์ก เพื่อร่วมพิธีทูลเกล้าถวายรางวัล FDR International Disability Award
• วันที่ 4 – 16 ตุลาคม 2545 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ เพื่อทรงรับการถวายรางวัลมนุษยธรรม โดยสถาบัน MD Anderson Cancer Center และทรงเปิดงานฉายภาพยนต์เรื่อง The Legend of Suriyothai รอบปฐมทัศน์ที่ The Kennedy Center
• วันที่ 11 –17 มิถุนายน 2546 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ
• วันที่ 18 – 21 มิถุนายน 2547 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จ เยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุม 7th Biennial Symposium International Society of Environmental Biotechnology (ISEB) ณ นครชิคาโก
ฝ่ายสหรัฐฯ
• ตุลาคม 2509 นาย Lyndon B. Johnson เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
• พฤษภาคม 2512 ประธานาธิบดี Richard M. Nixon เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
• พฤศจิกายน 2539 ประธานาธิบดี William J. Clinton เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสครบรอบปีกาญจนาภิเษก และได้แวะเยือนไทยในเดือนพฤษภาคม 2545 ในฐานะผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อร่วมพิธีฉลองเอกราชของติมอร์ตะวันออก
• 18 – 21 ตุลาคม 2546 ประธานาธิบดี George W. Bush เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะ พระราชอาคันตุกะ และเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปค ครั้งที่ 11 ที่กรุงเทพฯ


3.2 การเยือนสำคัญอื่นๆ (ปี 2544 – ปัจจุบัน)
ฝ่ายไทย
• วันที่ 19 เมษายน 2544 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนกรุงวอชิงตัน
• วันที่ 13 – 18 ธันวาคม 2544 นายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ
• รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือข้อราชการกับนาย Robert B. Zoellick ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในโอกาสตามเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 4 – 10 ตุลาคม 2545
• วันที่ 9 – 12 มิถุนายน 2546 นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีของสภาธุรกิจสหรัฐฯ – อาเซียน (USABC) และได้พบหารือข้อราชการกับประธานาธิบดีและผู้นำฝ่าย นิติบัญญัติ
• วันที่ 15-20 กันยายน 2547 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนสหรัฐฯ
• วันที่ 27 เมษายน - 3 พฤษภาคม 2548 รองนายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐฯ
• วันที่ 11-14 พฤษภาคม 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเยือนสหรัฐฯ และร่วมประชุม Private Sector Summit on Post-Tsunami Reconstruction and Rehabilitation (PSS)
ฝ่ายสหรัฐฯ
• วันที่ 24 – 25 เมษายน 2545 นาย Lincoln Bloomfield ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ด้านการเมืองและการทหาร เดินทางเยือนไทย
• วันที่ 24 พฤษภาคม 2545 และวันที่ 19 – 21 พฤษภาคม 2546 พลเรือเอก Thomas Fargo ผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นแปซิฟิกเดินทางเยือนไทย
• วันที่ 28 – 29 กรกฎาคม 2545 นาย Colin Powell รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนไทย
• วันที่ 10 มกราคม 2546 นาย John R. Bolton ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายการควบคุมอาวุธและความมั่นคงระหว่างประเทศ เดินทางเยือนไทย
• วันที่ 18 – 21 สิงหาคม 2546 คณะกรรมาธิการข่าวกรอง สภาผู้แทนราษฎรเดินทางเยือนไทย
• วันที่ 18 – 21 ตุลาคม 2546 นาย Colin Powell รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย Robert B. Zoellick ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่าง
ประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าเอเปค ครั้งที่ 15 ที่กรุงเทพฯ
• วันที่ 10 – 14 มีนาคม 2547 นาย Thomas Ridge รัฐมนตรีว่าการกระทรวง Homeland Security เดินทางเยือนไทย
• วันที่ 3-4 มกราคม 2548 นาย Colin Powell รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนไทย
• วันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2548 อดีตประธานาธิบดี George H.W. Bush และอดีตประธานาธิบดี William J. Clinton เยือนไทยในฐานะผู้แทนประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนไทยเพื่อแสดงไมตรีจากกรณีที่ไทยประสบภัยคลื่นสึนามิและศึกษาแนวทางความร่วมมือในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย
• วันที่ 4 พฤษภาคม 2548 นาย Robert Zoellick รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนไทย
• วันที่ 5-7 มิถุนายน 2548 นาย Donald Rumsfeld รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เยือนไทย
วันที่ 10-11 กรกฎาคม 2548 ดร.Condoleezza Rice รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนไทย (จว.ภูเก็ต)
4. กงสุลกิตติมศักดิ์
•กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยในสหรัฐฯ
1. Mr. Robert F. Henry, Jr.
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองมอนต์กอเมอรี มลรัฐแอละแบมา
2. Mr. Donald W. Ringsby
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองเดนเวอร์ มลรัฐโคโลราโด
3. Mr. George Corrigan
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองคอรัล เกเบิลส์ มลรัฐฟลอริดา
4. Mr. Louis Stinson
กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองคอรัล เกเบิลส์ มลรัฐฟลอริดา
5. Mr. Robert M. Holder, Jr. (อยู่ระหว่างการขออนุมัติลาออกจาก รมว.กต.)
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย
6. Mr. Colin Miyabara
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย
7. Mr. Henry M. Lambert
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองนิวออร์ลีนส์ มลรัฐลุยเซียนา
8. Mr. Joseph Milano
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครบอสตัส มลรัฐแมสซาชูเซตส์
9. Ms. Mary Frances Taylor
กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองแคนซัส มลรัฐมิสซูรี
10. Mr. Richard H. Hughes (อยู่ระหว่างดำเนินการถอดถอนเนื่องจากนาย Hughes ขอลาออก)
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองทุลซา มลรัฐโอคลาโฮมา
11. Ms. Nora Gordon (อยู่ระหว่างการดำเนินการแต่งตั้งเป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองทุลซา)
รองกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองทุลซา มลรัฐโอคลาโฮมา
12. Mr. Nicholas J. Stanley (อยู่ระหว่างดำเนินการแต่งตั้งเป็นกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองพอร์ตแลนด์)
กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองพอร์ตแลนด์ มลรัฐออริกอน
13. Mr. Rolando J. Piernes
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครซานฮวน เครือรัฐเปอร์โตริโก
14. Mr. W. Forrest Smith
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครดัลลัส มลรัฐเทกซัส
15. Ms. Mary Lee Leavell Pinkerton
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ เมืองเอล ปาโซ มลรัฐเทกซัส
16. Mr. Charles C. Foster
กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครฮุสตัน มลรัฐเทกซัส

14 มิถุนายน 2548
เรียบเรียงโดย กองอเมริกาเหนือ กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ โทร. 0-2643-5121--2 Fax. 0-2643-5124 E-mail : american02@mfa.go.th

โดย มนัส รักจ้อย on 5 ตุลาคม 2005 at 10:53 Comments (6)

ข้อมูลประเทศบราซิล


แผนที่
สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
Federative Republic of Brazil


ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้โดยมีอาณาเขตติดกับทุกประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ยกเว้นชิลีและเอกวาดอร์

ขนาดพื้นที่ 8,511,965 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกาและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก

ภูมิประเทศ ทางตอนเหนือส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบและพื้นดินต่ำเป็นคลื่น บางแห่งของประเทศเป็นทุ่งกว้าง เนินเขา ภูเขา และมีแนวชายฝั่งแคบ

ภูมิอากาศ อากาศอากาศร้อนชื้น ส่วนทางตอนใต้อากาศเย็นสบาย

ทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมันปิโตรเลียม บอกไซท์ ทองคำ แร่เหล็ก (เป็นผู้ส่งออกแร่และผลิตภัณฑ์เหล็กรายใหญ่ที่สุดในโลก) แมงกานีส นิกเกิล ฟอสเฟต พลาตินัม ดีบุก ยูเรเนียม พลังน้ำ (hydropower) และไม้

ประชากร (2000) 181.8 ล้านคน

เมืองหลวง กรุงบราซิเลีย (Brasilia)

ภาษา โปรตุเกส (ภาษาราชการ) สเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส

ศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (80%)

เชื้อชาติ ผิวขาว (โปรตุเกส อิตาลี เยอรมัน สเปน โปแลนด์) (55%) ผิวผสมระหว่างผิวขาวและผิวดำ (38%) ผิวดำ 6% และอื่นๆ {ญี่ปุ่น อาหรับ ชาวอินเดียนพื้นเมือง (Amerindian)} (1%)

อัตราผู้รู้หนังสือ (1995) ร้อยละ 83.3

หน่วยเงินตรา เฮอัล (REAL) อัตราแลกเปลี่ยน (ม.ค.2000) 1 เหรียญสหรัฐฯ เท่ากับ 1.8 R$

ระบบชั่ง ตวง วัด ระบบเมตริก

วันได้รับเอกราช 7 กันยายน 1822 จากโปรตุเกส

วันชาติ Independence Day วันที่ 7 กันยายน

วันสถาปนารัฐธรรมนูญ 5 ตุลาคม 1988

สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ FAO, ECLAC,G11, G15, G77, GATT, IBRD, ICAO, ILO,IMF,ITU,LAIA, MERCOSUR, NAM (OBSERVER), OAS, UN, UNCTAD, UNESCO, UNHCR, RIO Group, UNPROFOR, WHO, WIPO, เป็นต้น

เวลาต่างจากไทย ช้ากว่าไทย 10 ชั่วโมง
การเมืองการปกครอง
รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี และเป็นสหพันธรัฐ

ประมุขของประเทศ ประธานาธิบดี นาย Luiz Inacio Lula da Silva ซึ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อ 27 ต.ค.2545 และเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 ม.ค. 2546

รองประธานาธิบดี

หัวหน้ารัฐบาล นาย Luiz Inacio Lula da Silva

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

การแบ่งเขตการปกครอง 26 รัฐ (state) และ 1 เขตนครหลวง (Federal district)

ฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี

ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาแห่งชาติ (Congresso Nacional) เป็นระบบรัฐสภาคู่ ประกอบด้วย
1) วุฒิสภา มีสมาชิกจำนวน 81 คน ประกอบด้วยตัวแทนจาก 26 รัฐ และ 1 เขตนครหลวง มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของแต่ละรัฐและเขตนครหลวงจำนวนละ 3 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 8 ปี โดยที่ 1 ใน 3 ได้รับเลือกตั้งหลังจาก 4 ปี และ 2 ใน 3 ได้รับการเลือกตั้งอีก 4 ปีถัดไป
การเลือกตั้งครั้งล่าสุด 27 ต.ค. 2545

2) สภาผู้แทนราษฎร มีสมาชิกจำนวน 513 คน มาจากการเลือกตั้งตามสัดส่วน มีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี

ระบบกฏหมาย ใช้ประมวลกฎหมายโรมัน (Roman codes)

ฝ่ายตุลาการ มีศาลสูงสุดแห่งชาติ (Supreme Federal Tribunal) โดยที่ผู้พิพากษาทั้ง 11 คน มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและรับรองโดยวุฒิสภา มีวาระดำรงตำแหน่งตลอดชีพ
เศรษฐกิจการค้า
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (2001) ร้อยละ 0.8
อัตราเงินเฟ้อ (2001) ร้อยละ 5

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(GDP) ) USD 588.8พันล้าน
รายได้ประชาชาติต่อหัว (2001) 3,239 เหรียญสหรัฐ

โครงสร้าง GDP (2000) ภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 14 ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 36 ภาคบริการ ร้อยละ 50

เกษตรกรรม กาแฟ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ข้าว น้ำตาล โกโก้ ข้าวโพด อ้อย ผลไม้จำพวกส้ม เนื้อวัว (ผลิตเนื้อรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก)

อุตสาหกรรม สิ่งทอ รองเท้า เคมีภัณฑ์ ซีเมนต์ เศษไม้ สินแร่เหล็กและเหล็ก ดีบุก เครื่องบิน ยานพาหนะและส่วนประกอบ เครื่องจักรและอุปกรณ์

อัตราการว่างงาน (2000) ร้อยละ 7.5

แรงงาน (2000) 74 ล้านคน

แรงงานตามสาขาอาชีพ
- บริการ (42%)
- เกษตรกรรม (31%)
- อุตสาหกรรม (27%)

การค้าต่างประเทศ
การส่งออก (2000) มูลค่า 46.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
สินค้า สินค้าอุตสาหกรรม สินแร่เหล็ก ถั่วเหลือง รองเท้า กาแฟ
ประเทศคู่ค้า (2000)
สหรัฐฯ (18%)
อาร์เจนตินา (13%)
เยอรมัน (5%)
เนเธอร์แลนด์ (5%)
ญี่ปุ่น (4%)

การนำเข้า มูลค่า (2000) 48.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
สินค้า เครื่องจักรและอุปกรณ์ น้ำมัน เคมีภัณฑ์ ไฟฟ้า
ประเทศคู่ค้า (2000)
สหรัฐฯ (23%)
อาร์เจนตินา (12%)
ญี่ปุ่น (5%)
สถิติการค้าไทย-บราซิล (หน่วย : ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
มูลค่าการค้า ไทยส่งออก ไทยนำเข้า ดุลการค้า
ปี 2545 525.9 161.6 364.3 -202.8
ปี 2546 856.0 298.7 557.3 -258.7
ปี 2547 1,190.7 385.8 804.9 -419.1
ปี 2547 (ม.ค.-เม.ย.) 288.6 117.8 170.8 -53.0
ปี 2548 (ม.ค.-เม.ย.) 393.9 135.6 258.3 -122.6
ในปี 2547 มีชาวบราซิลเดินทางเข้าประเทศไทย 9,147 คน และเดินทางออก 8,953 คน



ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
ความสัมพันธ์ทางการทูต
การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 17 เมษายน 2502 (ค.ศ.1959)

เอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย H.E. Mr. Suphat Chitranukroh (ฯพณฯ นายสุพัฒน์ จิตรานุเคราะห์)
Royal Thai Embassy
SEN - Av. Das Nacoes – Lote 10
Brasilia – DF, CEP:70433-900
Brazil
โทรศัพท์ (5561) 224-6089, 224-6849, 224-6943
โทรสาร (5561) 321-2994, 223-7502
e-mail: thaiemb@linkexpress.com.br

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซา เปาโล
Mr.Boon Intiratana
Office of Trade Promotion
Av. Cidade Jardim, 400 Ed.
Dacon (5th Floor cj 51) Jardim Europa
Cep: 01454444-000 Sao Paulo-SP Brazil
โทรศัพท์ (5511) 2116252
โทรสาร (5511) 2116254

กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครริโอ เดอ จาเนโร Mr. Daniel Andrea Sauer (Honorary Consul-General)
Royal Thai Consulate-General
Rua Mexico, 41-11 Andar-Centro
20031-144, Rio de Janeiro-RJ
Brazil
โทรศัพท์ (5521) 210-3123
โทรสาร (5521) 240-2077

กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเซา เปาโล Mrs. Thassanee Wanderly Wanick de Souza (Honorary Consul)
Royal Thai Consulate
Alameda Dinamarca 467 – Alphaville 1
06474-250 Barueri – Sao Paulo-SP
Brazil
โทรศัพท์ / โทรสาร (5511) 72952820

เอกอัครราชทูตบราซิลประจำไทย H.E. Marco Antonio Diniz Brandao
The Embassy of the Federative Republic of Brazil
34 F Lumpini Tower
1168/101 Rama IV Rd.
Thungmahamek, Sathorn,
Bangkok 10120
โทรศัพท์ (662) 679-8567-8
โทรสาร (662) 679-8569
e-mail: EMBRASbkk@mozart.inet.co.th

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

สถิติการค้าระหว่างไทยกับบราซิล ดูเอกสารแนบ

สินค้าที่ไทยส่งออก 10 รายการแรก
1) ยางพารา
2) สายไฟฟ้า สายเคเบิล
3) ผลิตภัณฑ์ยาง
4) เครื่องวีดิทัศน์ อุปกรณ์เครื่องเสียง และส่วนประกอบ
5) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
6) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ
7) ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
8) เม็ดพลาสติก
9) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ
10) เลนส์

สินค้าที่ไทยนำเข้า 10 รายการแรก
1) เหล็กและเหล็กกล้า
2) กากน้ำมันพืช (ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ผลปาล์ม เมล็ดฝ้าย)
3) เมล็ดพืชน้ำมัน
4) เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคำ
5) เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม
6) ไม้ซุง ไม้แปรรูปและไม้อื่นๆ
7) สินแร่โลหะอื่นๆ และเศษโลหะ
8) เคมีภัณฑ์
9) หนังดิบและหนังฟอก และ
10) แร่ดิบ

ความตกลงระหว่างไทย - บราซิล
1. ความตกลงทางการค้า 12 กันยายน 2527 (ค.ศ.1984)
2. ความตกลงทางวิทยาศาสตร์ และวิชาการ 12 กันยายน 2527 (ค.ศ.1984)
3. ความตกลงการบิน 21 มีนาคม 2534 (ค.ศ.1991)
4. ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ ลงนามเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2537 (ค.ศ.1994)
5. ความตกลงร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
กับ The National Confederation of Commerce ลงนามเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2537 (ค.ศ.1994)
6. ความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางธรรมดา ลงนามเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2540 (ค.ศ.1997)

วันที่ 22 มิถุนายน 2548
เรียบเรียงโดย กองลาตินอเมริกา กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ โทร. 0-2643-5113-4 Fax. 0-2643-5115 E-mail : american03@mfa.go.th

โดย มนัส รักจ้อย on 5 ตุลาคม 2005 at 10:50 Comments (1299)

Page:  << Prev  1  2 3  4  5  6  Next >>


Powered by noomsao.com Journal Version 4.0
Copyright ©2001-2002 noomsao.com